ตัวอย่างจริงของการคิดอย่างมีโยนิโสมนสิการ โดย พี่ดังตฤณ
โพสท์ในลานธรรมเสวนาโดยคุณ : ดังตฤณ [ 6
ส.ค. 2543 / 12:25:05 น. ]
เมื่อศึกษาพุทธศาสนากระทั่งเกิดความเข้าใจ
ว่าแก่นพุทธศาสนากล่าวถึงการรู้จักทุกข์และวิธีดับทุกข์
เกิดความเห็นจริงและเข้าใจชีวิตในแง่ของความเป็นเหตุเป็นผล
กระทั่งเกิดการตัดสินใจแน่นอนว่าจะลงมือปฏิบัติธรรม
มีเรื่องราวมากมายจากประสบการณ์ซึ่งแตกต่างกัน
มีความหลากหลายพิสดารเมื่อเล่าเป็นรูปแบบเฉพาะตน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง
ก็ลงเอยอันเดียวกัน ซึ่งฟังแล้วเหมือนๆกัน ไม่มีแบ่งหญิงแบ่งชาย
ไม่มีแบ่งเพศพันธุ์วรรณะใดๆ
มีแต่ประสบการณ์เห็นสิ่งที่เป็นตัวตนว่าแท้จริงไม่ใช่ตัวตน
เกิดความปล่อยวางความยึดถือลง และเริ่มเปลี่ยนมุมมองชีวิตไปทีละน้อย
ผมได้รับเมลและเมสเสจมากมาย
เล่าผลการปฏิบัติให้ฟังตลอดช่วงสองสามปีที่ผ่านมา
หลายครั้งเป็นประสบการณ์ที่ผมเห็นว่ามีคุณค่า บอกเล่าด้วยภาษาเรียบง่าย
ตรงไปตรงมา ชนิดที่แม้ผมเองก็ใช้ภาษาให้เกิดความเข้าใจแบบพวกเขาไม่ได้
เนื่องจากพวกเขาเพิ่งเกิดประสบการณ์สดๆร้อนๆ
และถ่ายทอดออกมาด้วยความมีใจซื่อต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีการตกแต่ง
เสริมเติม หรือตัดต่อ
ผมเคยคะยั้นคะยอหลายคนให้มาตั้งกระทู้เล่าในลานธรรมนี้
เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ และเป็นกำลังใจต่อพรรคพวก ซึ่งลงนาวาลำเดียวกัน
ช่วยกันถือหางเสือให้เรือแล่นไปในทิศเดียวกัน
คือฝั่งอันปลอดภัยจากกิเลสและความไม่รู้ทั้งปวง
แต่เขาและเธอก็เกรงว่ามาแล้วจะเปิ่นบ้าง ยังไม่รู้ดีพอจะเล่าบ้าง
หรือบางรายก็มีเหตุผลอันควร
คือเกรงว่าเล่าแล้วจะเกิดความหลงตนประกอบเข้าไปด้วย
กระทู้นี้จะขอนำประสบการณ์ของน้องที่สนิทสองรายมาแสดง
เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก
กับคำถามที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในหมู่นักปฏิบัติ คือ
สมถะกับวิปัสสนาควรทำก่อนหลังหรือไปด้วยกันพร้อมเพรียง? หรืออีกคำถามคือ
แค่คิดจะถือว่าเป็นวิปัสสนาได้หรือไม่?
อันนี้มาดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามคำบอกเล่าของทั้งสองเป็นคำตอบครับ
ผมคัดมาเพียงบางส่วน และตัดเพียงบางคำที่ไม่สำคัญออก
นอกนั้นเป็นเนื้อเดิม ใจความเดิม ข้อความเดิมไม่แตกต่างกันแม้แต่น้อย

เมสเสจจากธาตุธรรม
อันนี้เล่าไว้ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมทาง
ICQ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมมีโปรแกรมในการอบรมงานที่แผนกทั้งสัปดาห์
ขณะที่นั่งอบรมอยู่นั้นก็มีบางช่วงที่ไม่ได้มีความสนใจกับเนื้อหาที่เข้าอบรมเท่าไรนัก
มีบางช่วงเวลาที่ผู้สอนไม่ได้สอนอะไรผมก็มักจะนั่งดูลมหายใจตัวเองไปพลางๆ
และมีอยู่ช่วงหนึ่งบนโต๊ะที่ผมนั่งมีลูกแมลงสาบตัวหนึ่งเดินผ่าน
ผมก็นั่งมองมันแล้วก็นึกไปถึงว่า
เออ..ถ้าเป็นคนอื่นนี่เขาจะฆ่าเจ้าไหมน้า...
ขณะที่กำลังนึกอยู่นั้นก็นึกไปอีกว่า เออ...ถึงแม้เจ้าจะตัวเล็กๆ
อย่างนี้ ดูแล้วร่างกายก็ไม่เห็นจะมีอะไรเหมือนๆ กับเรา
แต่เจ้าก็เป็นชีวิตอีกชีวิตหนึ่งที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิตนะ ขณะที่นึกๆ
อยู่สภาวะของแมลงสาบที่เกิดขึ้นกับอาการรับรู้ของผมก็เปลี่ยนไป
ทีแรกเห็นมันเป็นสัตว์ที่มีการเคลื่อนไหวธรรมดาๆ มีร่างกายหยาบๆ
อย่างที่เราๆ เห็นกัน แต่พอนึกๆ ไปกลับเห็นเป็นว่ามันไม่มีกายหยาบๆ
เห็นเป็นอย่างอื่นไป มองไม่เห็นเป็นกายหยาบๆ ที่เราเห็นๆ กันอีกต่อไป...
จากนั้นก็ละสายตาออกจากแมลงสาบตัวนั้นขึ้นมองผู้สอนเพื่อที่จะตั้งใจเรียนต่อไป
แต่ก็เห็นร่างกายอาจารย์จางๆ ยังไงชอบกล
แต่กลับเห็นอาจารย์เหมือนเห็นแมลงสาบเลย เป็นลักษณะเดียวกัน
ก็ไม่แปลกใจอะไรนัก แค่มองแล้วเฉยๆ แต่ก็งงบ้างเล็กน้อย
ช่วงเวลานั้นเห็นว่าสิ่งมีชีวิตทุกๆ สิ่งในโลกไม่ว่าอะไรมันก็เหมือนๆ
กันต่างกันก็ตรงที่กายหยาบที่ห่อหุ้มจิตไว้เท่านั้น
ชั่วแวบหนึ่งได้ความคิดที่ตอกย้ำความรู้สึกว่า เออ...เราๆ ก็ไม่มีอะไรนะ
มันก็มีกันอยู่แค่นี้แหละ...
แล้วก็น้อมความคิดเข้ามาดูตัวเอง
ก็เห็นว่าตัวเองก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสิ่งเหล่านี้เลย มันก็เหมือนๆ
กันทั้งนั้น เห็นได้อย่างนี้ซักพักมันก็หายไป
และจากนั้นผมก็พยายามดูลมหายใจตัวเองต่อไปขณะที่นั่งพังการอบรมอยู่นั้น
ดูไปได้ระยะหนึ่งเหมือนมีความคิดเกิดขึ้นมาข้างใน
มันเหมือนมันคิดเองเราไม่ได้ไปตั้งใจคิดเหมือนที่ผ่านๆ มา
มันบอกผมว่านี่น่ะขาดสมถะไปมาก
เห็นตัวเองเป็นคนไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่างๆเท่าไรนัก
มักจะชอบส่งจิตแส่ส่ายออกไปข้างนอกอยู่เรื่อยเลย...
แล้วเจ้าคนนั้นก็บอกผมว่า ผมควรที่จะนั่งดูลมหายใจตัวเอง ทำสมาธิให้มากๆ
เมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อสมาธิมันได้ที่แล้ว ก็จะถึงเวลาทำอย่างอื่นต่อไป
สำคัญคือตอนนี้ทำอย่างนี้ให้ได้ไปก่อน แล้วผมก็ถามมันว่า
เอ...แล้วไอ้การรู้สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยนี่น่ะจะทำไง
จะให้ดูลมหายใจอย่างเดียวรึเปล่า มันก็บอกผมว่าดูลมหายใจไปเรื่อยๆ
แต่ขณะเดียวกันถ้าทำได้ก็ให้รู้สิ่งที่ผ่านเข้ามาด้วย
มันจะมีจังหวะของมัน ทำไปแล้วจะรู้เอง ผมก็คิดตามสิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้น
ก็เห็นว่า
เออ...ไม่เห็นจำเป็นเลยว่าดูลมหายใจแล้วจะดูสิ่งที่ผ่านเข้ามาไม่ได้
มันมีจังหวะของมันจริงๆ...

เมลจากน้องน้อย แต่อายุไม่น้อยแล้วนะครับ)
เพิ่งส่งเมลมาเล่าให้ฟังเมื่อวาน
เมื่อคืนนี้ ผมฝึกเดินตามปกติ
พอเริ่มเดินไปมันก็เริ่มคิดเหมือนทุกครั้ง
ผมรู้ตัวเองว่าการเดินในวันหลังๆนี่แทบจะไม่รู้เท้าเลย
เพราะคิดมากๆจนไปติดอยู่ในความคิดจนเกือบหมด
จนมีช่วงหนึ่งที่ความรู้สึกที่มีต่อภาพทางตามันวูบวาบ
ผมหมายถึงผมมักจะมีอาการอยู่อย่างสองอย่างเวลาตาเห็นภาพในขณะเดินจงกรม
อธิบายไม่ถูกครับ แต่คล้ายๆกับการส่งจิตตามสายตาออกไปข้างนอก
คอยจับการเปลี่ยนแปลงของภาพเมื่อเราเดินหน้า โดยมีตัวเองอยู่ข้างใน
อันนี้แบบหนึ่ง บางทีมันก็เหมือนปกติอีกแบบหนึ่ง
อาการวูบวาบจะเกิดเวลาผมพยายามปรับความรู้สึก (หรือความคิด)
เมื่อเกิดการเปลี่ยนไปมาระหว่างสองแบบนี้ ต้องเรียนตามตรงว่า
ผมสับสนกับอาการแบบนี้มาตลอด คือไม่รู้ว่าต้องวางใจแบบไหนถึงถูก
แล้วก็ค่อนข้างแน่ใจว่า เป็นการคิดไปต่างๆนานาทั้งนั้นแหงๆเลยครับ
ก็เลยพยายามไม่สนใจ พยายามรู้เท้าแบบจมในความคิดต่อไป
แล้วจู่ๆผมก็คิดขึ้นมาว่า ตามันก็เห็นภาพตามหน้าที่ของมัน
จะเห็นแบบไหนก็เรื่องของมัน
ที่ผมสับสนและเป็นทุกข์เรื่องอาการวูบวาบทางตา เพราะใจมันไปคิดเองแท้ๆ
คิดได้อย่างนี้แล้วก็เบาใจลง เดินได้อย่างสบายขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงร้านแถวๆบ้านรื้อ-จัดของเสียงดัง แทนที่จะหงุดหงิด
ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า หูก็ได้ยินเสียงตามหน้าที่ของมัน ไม่ได้รำคาญอะไร
แล้วความคิดใหม่ก็ผุดขึ้นมาว่า จับจุดเรื่องตาหูได้นี่
รู้ทันมันอีกอย่างแล้ว
นึกชมตัวเองพร้อมๆกับอีกความคิดที่ค้านขึ้นมาว่าไม่เห็นจะได้เรื่อง
รู้เรื่องขี้ผงแถมยังเป็นแค่ผลจากการคิดอีก แล้วผมก็เดินไปคิดไปเรื่อยๆ
อีกแป๊บเดียวมันก็คิดอีกแล้วครับ คิดถึงคำสอนของเต๋าที่เคยอ่าน
จริงๆก็คำเดียวคือ "สำรอกความรู้"
แล้วก็คิดถึงว่าตัวเองถูกโลกนี้มอมเมาด้วยความรู้
ถูกโปรแกรมด้วยแนวคิดของคนอื่นมาตลอด จนกระทั่งแยกแทบไม่ออกแล้วมั๊งว่า
อะไรเป็นความรู้สึกจริงๆของตัวเอง แล้วตอนนี้แหละครับ
ความคิดนึงก็พุ่งขึ้นมาว่า ก็ความรู้สึก
หรือสัมผัสที่เท้ากระทบพื้นนี่ไงล่ะของจริง ไม่มีใครสอน ไม่มีการปรุงแต่ง
รู้สึกจริงๆจากเครื่องมือ-คือร่างกายที่ธรรมชาติให้มานี่แหละ
จริงๆเรื่องพวกนี้ผมว่าผมเคยอ่านมาแล้วทั้งนั้นเลยครับ
แต่พอคิดแบบนี้ปุ๊บ ความรู้เท้า-คือรู้สัมผัสที่เท้ากระทบพื้นปูนแข็งๆ
มันชัดเจนขึ้นมาเลย ความคิดต่างๆที่เคยรุมเร้า เหมือนกับลมที่หมดแรง
ถึงจะมีอยู่ก็คล้ายเป็นลมโชยเบาๆ
ไม่ได้พัดเอาความรู้เท้าไปไกลเหมือนที่ผ่านมา ความรู้สึกของผม
เหมือนกับคนที่เมาเหล้าหนักๆ เดินเซไปเซมา แล้วมาสร่างเมา
สามารถเดินได้สบายขึ้น รู้สึกตัวมากขึ้น (แต่ก็ยังเมาอยู่ครับ)
พอรู้สัมผัสที่เท้ากระทบพื้นได้ชัดแบบนี้ เวลาใจมันคิด
มันเหมือนจะรู้ตัวได้เร็วแล้วสามารถกลับมาอยู่ที่รู้เท้าได้เกือบทันที
แถมไม่มีความรู้สึกฝืนเหมือนเคยด้วยครับ แต่ละก้าวที่เดิน
รู้สึกถึงความแนบแน่นของแผ่นเท้าที่วางลงพื้นทุกก้าวไป
ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยครับ อย่างนี้นี่เองที่พี่ให้รู้เท้า
ผมคิดอย่างนั้น แค่รู้จริงๆ ที่ไม่รู้เพราะไปคิดซะมากนั่นเอง
ความรู้สึกดีใจเอ่อล้นขึ้นมา ก็พยายามวางแล้วเดินต่อไป
รู้ว่าเป็นแค่ก้าวแรกเล็กๆ แต่ดีใจเหลือเกินครับ
เพราะไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองก้าวหน้ามาก่อนเลย
เห็นอาการที่ใจมันหวงความรู้เท้าด้วยครับ
กลัวว่าความรู้สึกชัดๆนี้จะหายไป หรือกลัวจับจุดไม่ได้อีก
ก็เลยเดินไปพร้อมๆกันสี่อย่าง คือ รู้เท้า ดีใจ คิดเรื่องอื่น
กับหวงการรู้เท้า
จากนั้นพอดีนาฬิกาดังหมดหนึ่งชั่วโมงพอดี ผมเลยไปทำธุระอย่างอื่นก่อน
แต่ก็ตั้งใจว่าจะรู้สัมผัสทางกายที่เกิดไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นรู้สึกว่า
เมื่อมีการเคลื่อนไหวที่ต้องหมายรู้เพิ่มมากกว่าตอนเดิน ความชัดจะน้อยลง
ถ้าเคลื่อนไหวเร็วๆ ก็รู้ได้ยากขึ้น พอทำธุระเสร็จ กลับมาเดินใหม่อีกรอบ
ก็รู้สึกชัดได้ไม่เท่าเดิมเสียแล้ว รู้สึกเสียดายอยู่บ้างครับ
แต่ก็คิดว่า (คิดอีกแล้ว) ยังปฏิบัติน้อยก็ต้องเป็นแบบนี้แหละครับ
ตั้งใจว่าจะพยายามทำต่อไป โดยจะอยู่กับความจริงตรงหน้า
คือรู้สัมผัสทางกายที่เกิดขึ้นเหมือนรู้เท้า ให้ความรู้ตัวอันนี้เป็นหลัก
เมื่อมีอย่างอื่นเกิดขึ้น เช่น การคิด, หรือความรู้สึกทางใจอื่นๆ
เกิดขึ้น ก็จะรู้เท่าที่รู้ได้ แต่จะเอารู้สัมผัสทางกายนี่แหละเป็นหลัก
รู้จุดเล็กๆ ตรงนี้เป็นหลักจุดเดียวก่อน จะได้ไม่สับสน

ข้อสังเกต ความคิดแบบทั้งสองคนนั้น เป็นการคิดแบบที่เรียกว่า
"โยนิโสมนสิการ" ซึ่งผมขอให้ความหมายของโยนิโสมนสิการไว้ง่ายๆ
ว่าคิดไปในทางที่จะเกิดความประจักษ์ว่ากายใจนี้เป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง
ไม่ทน ไม่ใช่ตัวตน กล่าวคือไม่ใช่แค่คิดเล่นๆว้อบแว้บ
แต่ต้องน้อมใจไปสู่ความเป็นจริงที่ปรากฏในความรับรู้เฉพาะหน้าด้วย
การมีโยนิโสมนสิการบ่อยๆนั้น เริ่มแรกอาจไม่เห็นผลปุบปับนัก
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำๆไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นเป็นผลตอบแทน แต่ก็นั่นแหละครับ
การกระทำทั้งปวงแม้ด้วยความคิด
ล้วนเป็นการให้เหตุและปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งสิ้น
เมื่อมีเหตุปัจจัยสะสมไว้มากพอ ก็ต้องบังเกิดผลตามทำไว้เช่นกัน
เพราะฉะนั้นถ้าใครท้อ
ใครเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ปฏิบัติแล้วจะเกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งสักที
ก็ขอให้นึกถึงประสบการณ์ของทั้งสองนี้ไว้
ทั้งสองทำไปเรื่อยๆโดยไม่เห็นผลทันตา แต่ทำๆไป
วันหนึ่งก็ประจักษ์อะไรขึ้นมาในภายในโดยไม่ทันตั้งตัว
ตื่นเช้ามาวันนั้นไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าวันนี้จะเกิดประสบการณ์แปลกใหม่อันใด
ที่สำคัญคือแต่ละคนมีวิถีชีวิตของตัวเองที่จะไปถึงจุดของความเข้าใจ
ผ่านเหตุการณ์ วัตถุ หรือบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องซ้ำกับคนอื่น
อย่างเช่นที่คงไม่มีใครสักกี่คนมองแมลงสาบแล้วได้ผลแบบนายธาตุธรรม
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประสบการณ์ประจักษ์ของธาตุธรรมนั้น
ถ้าให้นายธาตุธรรมนั่งแยกแยะ ก็อาจไม่ได้ใจความนัก
ที่สำคัญคืออาจไม่สามารถจำแนกเป็นถ้อยคำตามตำรา
ผมอยากเทียบเคียงว่านั่นคือการเห็นโดยสักแต่ความเป็นธาตุ
ถ้าหากเรามนสิการ หรือ กำหนดใจ มองสัตว์โครงสร้างง่ายๆ อย่างเช่นมดแมลง
เราอาจรู้สึกได้ชัดว่ามีของไม่กี่ชิ้นมาประกอบกันเข้า
ถ้าเด็ดๆออกมาก็ไม่เหลืออะไรนอกจากความว่างเปล่า
ของไม่กี่ชิ้นที่สัมผัสได้ด้วยตา รู้สึกได้ด้วยใจนั้นแหละคือ ธาตุดิน
ซึ่งมีความหมายว่าเป็นของจับต้องได้ มีตัวตนสัมผัสได้
เมื่อเห็นสิ่งทั้งหลายสักแต่เป็นธาตุดินเสมอกัน
จิตเข้าไปมีความเสมอกับธาตุดิน ไม่ปรุงแต่งต่อ สักแต่รู้ไปเรื่อยๆ
กระทั่งตัวรู้มันละเอียดเอง จิตหมดสภาพที่ถูกความคิดและอุปาทานห่อหุ้ม
มาเป็นสภาพสักแต่รู้ด้วย "อนัตตสัญญา"
(คือความกำหนดหมายโดยนัยใดๆที่ทำให้เห็นความไม่ใช่ตัวตน)
ในที่นี้ประสบการณ์ของธาตุธรรมเป็นการเริ่มเห็นจากโครงสร้างง่ายๆ
ซึ่งเมื่อเห็นทะลุเข้าไปในความเป็นเช่นนั้นอย่างลึกซึ้ง
ก็เท่ากับทำให้จิตอยู่ในสภาพถูกย้อมด้วยอนัตตสัญญาเต็มกำลัง
เมื่อหันมากำหนดพิจารณาสิ่งอื่นหรือแม้ตัวเอง ก็จะได้ ความรู้สึก
ไม่แตกต่างกันเป็นธรรมดา
ประสบการณ์ใดๆที่ถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นว่ากายใจเป็นตัวตนออกได้
ประสบการณ์นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของงานวิปัสสนา จะนำมาด้วยความคิดสามัญ
หรือด้วยกำลังจิตที่เข้ารู้ต่อเนื่องก็ตาม
นายธาตุธรรมก็บอกอยู่แล้วว่าเขารู้ตัว ว่ารักษา
อาการเห็นสิ่งทั้งหลายเป็นอนัตตา อย่างนั้นไม่ได้นาน เพราะขาดสมถะ
ขาดกำลังจิตที่จะหน่วงตัวรักษาอารมณ์เดิมไว้นานๆ
ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้เกิดความเห็นค่าของสมถะขึ้นมา
ซึ่งถ้าไม่ประจักษ์สภาวธรรมเช่นนั้น ก็อาจไม่ได้เห็นค่าของสมถะอย่างนี้
ในส่วนของน้องน้อยนั้น
เป็นตัวอย่างของประสบการณ์ได้ผลทางสมถะเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรก
ผมไม่ได้อยู่ในสถานที่ แต่ก็พอประมาณว่าน่าจะถึงสมาธิขั้นกลาง
หรือที่เรียก อุปจารสมาธิ แบบอ่อนๆ (หรืออาจเป็นขณิกสมาธิแบบแก่ๆก็ได้
ไม่แน่ใจนัก)
ลักษณะของอุปจารสมาธิที่สังเกตได้อย่างหนึ่งสำหรับผู้เริ่มได้ใหม่ๆ
คือจิตจะอยู่ในสภาพเห็นอารมณ์ค้างนิ่งเป็นปกติโดยไม่ต้องออกแรงกำหนด
กล่าวคือเกิดองค์สมาธิคือ วิตก (ตรึกนึกถึงอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งมั่นคง)
และวิจาร (ห้วงแห่งการตรอง จิตมีอาการคลุกเข้าไปในอารมณ์แบบล็อกนิ่ง)
กับทั้งเกิดปีติ (ความอิ่มใจ) และสุข (แบบสงบสบาย)
ประสบการณ์ภายในที่เกิดขึ้นคือความกระจ่างชัดในสิ่งที่รู้
สิ่งที่เห็นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ก็จะไม่แปลกอย่างไร
เพราะชั่วชีวิตคนเราที่ไม่ฝึกสมาธินั้น รู้อะไร เห็นอะไร
ต้องผ่านกำแพงความคิด ทิฏฐิ หรือทิฐิมานะ อย่างใดอย่างหนึ่ง
หรือหลายอย่างพร้อมกันเสมอ
ความรับรู้ย่อมบิดเบี้ยวด้วยกระแสจิตที่สัดส่าย โดดไปโดดมาเท่านั้น
กำลังสมาธิมีหลายระดับ แต่ละระดับนั้นกระแสจิตจะดูดตัวรวมต่างกัน
และการที่จะให้กระแสรวมศูนย์โฟกัสนั้น ต้องให้อารมณ์เดียวหล่อเลี้ยงจิต
เป็นอาหารของจิตซ้ำไปซ้ำมา
กระทั่งเกิดแรงดึงดูดขึ้นตามเหตุปัจจัยจริงที่ใส่ไป ใครทำใครได้
อ่านเท่าไหร่ๆก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจตามว่ามีลักษณะน่าพึงพอใจเพียงใด
สำคัญคือหลายคนเมื่อทำได้แล้วครั้งหนึ่ง
ก็หมายว่าครั้งต่อๆไปน่าจะทำได้อีกเป็นปกติ
ซึ่งถ้าใช้ชีวิตแบบปกติที่จิตกระโดดไปกระโดดมา รักษาอุเบกขาไม่เป็น
ทานไม่ก่อ ศีลไม่รักษา
ไม่ให้ความชุ่มชื่นกับจิตใจด้วยการรดน้ำแห่งกุศลอาบเสียบ้าง
จะหวังอย่างเดียวว่าจะทำให้ได้เหมือนเดิม มันก็จะไม่เหมือนเดิม
ในหมู่นักปฏิบัติที่แข็งแล้ว จะให้คำแนะนำเสมอ ว่าอย่าเอาผลมาภาวนา
หมายถึงเอาสัญญาเก่ามาตั้งใหม่ จะเอาให้ได้เหมือนเดิมปุบปับ
ทั้งที่จิตขาดเหตุปัจจัยจะดูดรวม
วิธีที่เหมาะคืออย่าคิดว่าทำมาได้แล้วแค่ไหน แต่ทำเหตุ
ทำปัจจัยให้เหมือนเพิ่งเริ่มต้นทุกครั้ง
เมื่อผ่านเดือนผ่านปีมีกำลังอยู่ตัวแล้ว ก็ได้ผลคงเส้นคงวา
หรือพัฒนาต่อได้เอง
ความคิดว่าเคยทำได้และเสียดายอาลัยผล เป็นอันตรายมากต่อการพัฒนา
เพราะเมื่อทำไม่ได้เหมือนเก่า ก็จะเสียใจ จิตตก หดหู่ซึมเซา
ไม่เข้าใจว่าจิตเป็นอนัตตา ต้องให้เหตุปัจจัยที่เหมาะสมถึงจะเกิดผล
เราให้เหตุปัจจัยเช่นความเหม่อ ความฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไร้สาระมาทั้งชีวิต
เพิ่งปฏิบัติได้ไม่กี่เดือน ให้เวลากับงานภาวนาวันละไม่กี่นาที
จะหวังเอาไปสู้กับเหตุปัจจัยด้านลบเก่าๆอย่างไรไหว
หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับผู้เริ่มสนใจภาวนาครับ
<< Back