อ้างอิง
ผมอยากรู้ว่าทำไมต้องมีศีลด้วย
ถ้าเราไม่มีศีลแล้วเราจะไม่มีความสุขอย่างนั้นเหรอ
และถ้าเราไม่ถือศีลกินเจ
เราก็จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์เหรอแล้วเราเอาอะไรมาตัดสินว่าสิ่งไหนถูก
สิ่งไหนผิด หรือสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี ขอคนที่รู้แจ้งเห็นจริง ๆ
ช่วยตอบข้อสงสัยให้หน่อยเถอะครับ
ทำไมต้องมีศีล?
เป้าหมายขั้นต้นนี้คือ เพื่อตอบคำถามของคุณให้สั้นที่สุดเป็นอันดับแรก
ต้องตอบเพียงคำถามว่าทำไมต้องมีศีลก่อน
ถ้าจะตอบคำถามนี้ของคุณให้กระจ่าง คำตอบจะยาวมาก ขอตอบอย่างสั้นที่สุดว่า
ที่ต้องมีศีล ก็เพื่อเป็นกรอบเพื่อทำให้จิตสงบ เป็นฐานของสมาธิ
เมื่อมีสมาธิ(ความนิ่ง)แล้วจะได้มองเห็นสิ่งต่างๆทั้งนอกและในจิตได้ชัดกว่าเมื่อไม่มีสมาธิ
เมื่อมองได้ชัด จะได้เชื่อมโยงได้ ว่านี่ทุกข์ นี่สมุทัย เมื่อโยงได้
ก็คือตัวปัญญา (ความรู้ชัด รู้แจ้ง รู้แบบหมดมุมมืด) ว่าทุกข์เกิดอย่างไร
อะไรเป็นเหตุ ซึ่งเมื่อรู้ทันตรงนี้ จึงจะหลุดพ้นจากทุกข์ได้
เพราะละสมุทัยได้
การปฏิบัติทางพุทธนั้นคือ ทำทาน รักษาศีล และภาวนา
ภาวนาคือการทำให้เจริญ คนจะเจริญขึ้น ก็คือก้าวจากความเป็นปุถุชน (คนหนา)
ไปเป็นอริยะ(ผู้ห่างไกลจากข้าศึก ข้าศึกหมายถึงกิเลส)ได้นั้น
ต้องเป็นผู้มีปัญญา (ความรู้ชัด) ความรู้ชัดจะเกิดได้ ต้องมีความเห็นชัด
(ญาณ อันเกิดจากสมาธิ) และมีความเห็นตามจริง(วิปัสสนา)
พระศาสดาไม่เคยห้ามฆ่าสัตว์ ไม่เคยห้ามลักทรัพย์
ฯลฯ แต่อย่างใด ท่านสอนว่า ปาณาติปาตาเวรมณี(การละเว้นการตัดชีวิตสัตว์)
สิกขา(เมื่อปฏิบัติแล้ว) ปทัง(รักษาไว้ซึ่ง) สมาธิยามิ(ความนิ่ง-ของจิต)
ศีลทั้ง 5 ข้อ คือการละเว้น มีรูปประโยคเหมือนกันหมดคือ การละเว้น ....
เมื่อปฏิบัติแล้ว จะรักษาไว้ซึ่งความนิ่ง
จิตนิ่งไม่ได้ เพราะมีหนี้ คนที่เกิดมาในโลกทุกคน มีหนี้ครับ
ทั้งหนี้บุญและหนี้บาป
เพื่อให้จิตนิ่ง จึงต้องใช้หนี้ ด้วยการทำทาน และมีกรอบไม่สร้างหนี้ใหม่
โดยการตั้งอยู่ในศีลที่เหมือนเป็นกรอบที่จะไม่ละเมิดใจใคร
เมื่อจิตนิ่งแล้ว จึงมาทำสมาธิ(สมถะกรรมฐาน) เพื่อเพิ่มความนิ่ง
ซึ่งก็คือการเพิ่มความเห็นชัด (ญาณ) แล้วจึงนำญาณนั้นมาใช้พิจารณาตามจริง
(วิปัสสนากรรมฐาน)
ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแห่งเหตุและผลครับ
ไม่ใช่จะห้ามหรือกำกับว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้โดยไม่มีเหตุผลครับ
และทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยตนเอง ไม่มีใครช่วยใครได้นอกจากชี้ทาง ที่เหลือ
ต้องออกแรงเดินเองทั้งหมดครับ
ถัดมาเรื่องกินเจ นี่ไม่ใช่ศีลในพุทธศาสนาครับ
พุทธศาสนามีการกล่าวถึง สีลพตปรามาส คือความประมาทว่าในศีลพรต
เช่นการอดเนื้อสัตว์ อดเนื้อวัว การทรมานร่างกายตนเอง
ว่าจะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ (พ้นทุกข์)ได้ด้วยซ้ำไปครับ
พระศาสดาไม่เคยอดเนื้อด้วยครับ มีเพียงความเป็นผู้กินง่ายอยู่ง่าย
และท่านสอนว่า จะพ้นทุกข์ได้ ต้องเดินสายกลางครับ
ถัดมา เรื่องขึ้นสวรรค์ ไม่ใช่เป้าหมายของพุทธบริษัทครับ
เป้าหมายของชาวพุทธ คือการเข้าถึงความเป็นพุทธะ คือ รู้ ตื่น เบิกบาน
อันหมายถึงการทำความรู้สึกตัว (สติปัฏฐาน) จนจิตตื่นขึ้นอย่างเต็มที่
พ้นจากความหลง (โมหะ) พ้นจากอวิชชา (ความไม่รู้)
ซึ่งก็คือการพ้นจากอุปาทานในขันธ์ หรือการพ้นจากทุกข์นั่นเอง
สิ่งที่พระศาสดาสอนนั้น ท่านแสดงไว้ว่า
ท่านสอนเพียงใบไม้กำมือเดียวจากทั้งป่าใหญ่
คือสอนเพียงเฉพาะเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ครับ
ท่านไม่ได้สอนให้เอาสวรรค์ด้วยครับ
ถัดมา เราเอาอะไรมาตัดสินถูกผิด ดีหรือไม่ดี
พระศาสดาไม่ได้สอนเรื่องถูกผิดครับ ท่านสอนเรื่องกรรม
คือทำอะไรก็ได้ผลอย่างนั้น
และท่านสอนว่ากรรมที่ให้ผลแรงที่สุดก็คือเจตนาครับ ไม่ใช่กิริยา
กิริยาเดียวกันอาจจะมาจากเจตนาที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
หรือเจตนาเดียวกันอาจจะส่งให้เกิดกิริยาที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดินก็เป็นได้
ส่วนความดีหรือไม่ดีนั้น เป็นความชอบของเราเองครับ คนบางคนอาจจะชอบนรก
คนบางคนอาจจะชอบสวรรค์ แต่บังเอิญที่ว่าคนส่วนใหญ่ชอบความสุข
และเกลียดความทุกข์ นิยามของความดีจึงกลายเป็นการขึ้นสวรรค์ไป
ความดีในพุทธศาสนานั้น ลองพิจารณาคำว่า "สัมมา" ทั้งหลายนะครับ
สัมมาทิฏฐิ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ สัมมาอาชีวะ สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ ต่างๆเหล่านี้ คิดชอบ กล่าววาจาชอบ ประกอบอาชีพชอบ
ทั้งหลายเหล่านี้ มีทิศทางไปสู่อริยสัจจ์ทั้งสิ้นครับ
คงจำได้นะครับ พระศาสดาตรัสรู้อริยสัจจ์ 4 อันประกอบด้วย ทุกข์
สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) นิโรธ (ความปราศจากทุกข์ - นิรทุกข์) และมรรค
(เหตุแห่งความปราศจากทุกข์)
มรรค แปลว่า ทาง และ สัมมา.... ทั้งหลาย เป็น "ทาง" ไปสู่ความเป็นอริยะ
หรือความเป็นผู้ห่างไกลจากข้าศึก ซึ่งหมายถึงความเป็นผู้ห่างไกลจากกิเลส
กิเลสคือเครื่องทำให้จิตเศร้าหมองครับ
<< Back