พระพุทธศาสนาไม่เป็นภัยแก่ลัทธิอื่น
พุทธศาสนาคำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นศาสนาที่แสดงถึงหลักสัจธรรมข้อเท็จจริงที่มีเหตุผลอันสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง
แล้วก็เป็นของที่มีอยู่แล้วในตัวของทุกๆคน
พร้อมที่จะปฏิบัติให้เป็นไปได้ทุกเมื่อ
และเป็นศาสนาที่ให้สิทธิเสรีแก่ทุกคนที่จะนับถือก็ได้ไม่นับถือก็ได้
ไม่เป็นภัยเป็นเวรแก่ศาสนาหรือขนบธรรมเนียมประเพณีที่ตรงกันข้ามอีกด้วย
ทั้งๆที่บางอย่างพุทธศาสนามิได้สอนให้กระทำเช่นนั้น
เข้าหลักที่ว่าชั่วช่างชีดีช่างพราหมณ์ หรือวัวใครเข้าคอกมัน
จึงเป็นศาสนาที่มีความเชื่อมั่นในหลักความจริงของตนเองอย่างไม่หวั่นไหว
สมัยเมื่อครั้งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่
บางครั้งพระองค์ก็เคยเสด็จไปเยี่ยมเจ้าลัทธิใหญ่ๆเหล่านั้นบ้าง
บางทีเจ้าลัทธิเหล่านั้นก็มาเยี่ยมเฝ้าพระองค์บ้าง
พวกที่มาเหล่านั้นบางพวกก็มาถามอรรถธรรม
บางพวกก็แสดงลัทธิทดสอบภูมิปัญญาของตนก็มี พวกแรกไม่มีปัญหาแต่พวกหลังนี่ซี
เมื่อพระองค์ทรงแสดงหลักธรรมขอเท็จจริงให้ฟังแล้วคล้ายๆกับถูกศอกกลับ
บางคนถึงกับยอมตัวเป็นลูกศิษย์ของพระองค์ก็มี
แต่ผู้ที่ยังมีทิฏฐิจัดเมื่อกลับไปแล้ว
ทำให้คิดทบทวนถึงเหตุผลนั้นๆนานเอาการอยู่ที่เดียว
เพราะหลักวิชาเหล่านั้นพระองค์ได้ทรงศึกษามาคล่องแล้ว
แต่เมื่อสมัยยังทรงพระเยาว์อยู่ถึง ๑๘ แขนง อันมีวิชาไตรเภทศาสตร์และสรีรศาสตร์
เป็นต้น จากครูวิศวามิตรมาด้วยดีแล้ว
ฉะนั้นจึงเป็นของไม่แปลกอะไรเลยที่พระองค์จะทรงแก้ปัญหาเขาเหล่านั้นให้ปราชัยไป
ถึงแม้นักพรตผู้ติดตามอยู่ในฌานสมาบัติ
พระองค์ก็ทรงสามารถแก้ไขให้ท่านเหล่านั้นเดินทางถูกต้องได้ด้วยความชำนาญในการที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญมาคล่องแล้ว
กำเนิดพุทธศาสนาเกิดจากของอันหนึ่ง
นั่นคือพระทัยของพระพุทธองค์ที่ทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วด้วยมัคคปฏิบัติ
อริยสัจธรรมทั้ง ๔ มีทุกขสัจเป็นต้น จึงได้มาปรากฏขึ้นในขณะนั้น
นั่นคือจุดแรกของพุทธศาสนา ใจมีอันเดียวมิได้มีมาก
ที่ว่ามากๆนั้นเป็นอาการของใจต่างหาก
ผู้ที่ยังมิได้ฝึกอบรมชำระอาการของใจให้ยังเหลือหนึ่งแล้ว
สัจธรรมของจริงจะไม่ปรากฏให้เห็นเลย จะเห็นก็แต่อาการของใจ(คือกิเลส)นั่นแล
พระพุทธองค์เมื่อทรงบำเพ็ญทุกขกิริยาอยู่ ๖ ปี
ได้ทรงนำเอาหลักวิชาที่ได้ศึกษามาทดสอบหาความจริงไม่เป็นผลสำเร็จ
มีแต่จะทำให้ใจฟุ้งเฟ้อส่งส่ายไม่สงบลงได้
แม้แนวปฏิบัติก็เต็มไปแล้วด้วยลัทธิวิธีกดบีบบังคับ
ไม่เป็นไปเพื่อความสละปล่อยวาง
จึงไม่สามารถทำให้พระองค์ทรงตรัสรู้สัจธรรมของจริงได้
เมื่อพระองค์ทรงย้อนมาดำเนินตามแนวฌาน-สมาธิ
ที่พระองค์เคยได้เมื่อสมัยยังทรงพระเยาว์อยู่โดยบังเอิญซึ่งไม่มีใครๆสอนให้
แล้วจิตก็สงบเข้าถึงองค์ฌานได้
จนสำเร็จพระโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
นี่แสดงถึงเรื่องฌาน-สมาธิมัคคปฏิบัติเป็นเครื่องกำจัดชำระกิเลสอารมณ์เครื่องเศร้าหมองของจิตแล้ว
จิตจึงจะบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่แต่ผู้เดียว
เมื่อจิตผุดผ่องใสสะอาดอยู่โดยปกติเฉพาะปัจจุบันแล้ว สิ่งอื่นนอกจากจิต
อาการของจิต อารมณ์ของจิต(กิเลสและธรรมทั้งหลาย)
ที่จะเกิดมีขึ้นก็จะมาปรากฏให้เห็นชัด ณ ที่แห่งเดียวนี้ทั้งนั้น
ความรู้อันนั้นจึงเป็นไปเพื่อชำระใจให้บริสุทธิ์แล้ว
ก็ได้ธรรมอันบริสุทธิ์ของจริง ของแท้ขึ้นมา จึงสมกับพุทธภาษิตที่ว่า
“ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ
ถ้าจะพูดภาษาไทยๆของเราก็เรียกว่า ธรรมทั้งหลายปรากฏขึ้นที่ใจ
รู้เฉพาะใจของตน(ปัจจัตตัง) ฉะนั้น ใจจึงประเสริฐกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
เพราะใจเป็นผู้ให้สำเร็จกิจทุกกรณี”
พระองค์ปฏิบัติ-รู้แล้วสอนผู้อื่นให้ทำตาม
เนื่องจากพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้นเป็นของมีค่ามหาศาล
ถึงแม้จะใช้จ่ายเท่าไรๆ ถ้ายังมีผู้มารับอยู่
ธรรมนั้นก็จะไม่มีวันสิ้นเปลืองไปเลยแม้แต่น้อย
นอกจากจะเพิ่มคุณค่าให้ทั้งแก่ผู้รับแลผู้ให้ด้วย ผู้มีคุณธรรมอันบริสุทธิ์
จึงเป็นผู้มีตระหนี่ในที่ทั้งปวง
ถึงแม้คุณธรรมทั้งหลายจะมีอยู่พร้อมในภายในใจของทุกๆคนแล้วก็ตาม
แต่สิ่งหุ้มห่อของธรรม(กิเลส)ยังไม่ได้ชำระปัดเป่าออก
ธรรมนั้นจึงยังไม่ปรากฏแลเห็นคุณของธรรมนั้นตามเป็นจริง
เช่นเดียวกันกับเมื่อก่อนแต่พระองค์จะตรัสรู้ฉะนั้น
พระองค์จึงได้ทรงนำเอาแนวปฏิบัติที่พระองค์ได้ทรงดำเนินมาแล้วนั้น
มาสอนให้เหล่าพุทธบริษัทตาม กายกับใจเป็นของอาศัยกันอยู่
เมื่อจะกระทำดีหรือชั่วจึงต้องอาศัยซึ่งกันและกัน
การที่จะฝึกฝนชำระสะสางก็ต้องทำไปพร้อมๆกัน
การจะชำระกายให้สะอาดได้ต้องอาศัยศีลเป็นเครื่องชำระฟอก
ศีลที่จะมีสมรรถภาพสามารถฟอกกายให้สะอาดได้
ก็ต้องอาศัยใจมีเจตนางดเว้นในความผิดหรือความชั่วนั้นๆที่กายเคยกระทำมาแล้วก็ดีหรือกำลังทำอยู่
ณ บัดนี้ก็ดี และกำลังจะทำต่อไปก็ดี
ด้วยความรู้สึกสำนึกในใจแล้วให้เกิดความละอายแก่ใจตนเองแล้วตั้งใจวิรัติ
งดเว้นโดยมิได้มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น
ผู้เห็นโทษในความผิด แล้วเกิดความละอายแก่ใจตนเองในที่ทุกสถาน๑
ตั้งจิตวิรัติงดเว้นในโทษนั้นๆด้วยความบริสุทธิ์ใจ๑
แล้วเห็นคุณค่าของการรักษาศีล๑ ผู้มีคุณธรรม ๓
ประการนี้เป็นพื้นฐานอยู่ในใจแล้ว จะรักษาศีล ๕-๘-๑๐–๒๒๗ ไม่เป็นการลำบากเลย
แล้วก็เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
ถูกต้องตามจุดประสงค์ของพุทธศาสนาโดยแท้
รักษาศีล-เป็นทาส-เป็นไท
ศีล ๕-๘-๑๐–๒๒๗ ถึงแม้จะเป็นเครื่องกำจัดกิเลสและความชั่วก็ตาม
แต่ก็มิได้บังคับกะเกณฑ์ให้ใครปฏิบัติ อันมิใช่ความประสงค์ของพุทธศาสนา
แล้วการกระทำเช่นนั้นก็ไม่เป็นบุญเป็นกุศลอีกด้วย
แท้จริงศีลทั้งปวงเป็นเครื่องกีดกันมิให้กายใจเล็กรอดตกไปหาความชั่วต่างหาก
“ผู้ใดรักษาศีลเพราะเห็นว่าเป็นข้อบังคับ
ผู้นั้นจะเป็นทุกข์แลบาปเพราะรักษาศีลเปล่าๆ”มนุษย์คนเราเกิดมาด้วยอำนาจบุญบาปตกแต่งให้มาเกิด
เมื่อเกิดมาแล้วปัจจัยนิสัยเดิมมันตามมาคร่าแลลากไป ตามอำนาจแลนิสัยเดิมของมัน
แล้วใจของคนเราก็ชอบเสียด้วย เพราะความเคยชินในความเป็นทาสของมันมาแล้ว ฉะนั้น
เมื่อจะรักษาศีลประเภทไหนก็ตาม มันจึงอึดอัดลังเลใจ
กลัวจะไม่ได้ทำกรรมชั่วที่เคยทำมาแล้วแลที่จะกระทำต่อไปอีก
ด้วยเหตุที่เราได้มอบจิตของเราไปให้อยู่ใต้บัญชาการของกิเลสความชั่วนั่นเอง
เมื่อกิเลสผู้อยู่เหนือบัญชาการเดือดร้อนเพราะถูกกีดกันด้วยการรักษาศีล
จิตของเราผู้ใต้บังคับบัญชาก็พลอยเป็นทุกข์เดือดร้อนไปตามกัน ฉะนั้น
ศีลนั้นจึงเป็นศีลที่ให้โทษเป็นบาปแก่ผู้รักษา
พอสมาทานศีลเข้าก็คอยแต่กาลเวลาอยากจะให้หมดเขตของการรักษาศีล
แม้ผู้บวชเป็นเณรเป็นพระก็ทำนองเดียวกันนี้ หรือบางทีก็รักษาศีลเพื่อโชคลาภ
หรือให้หายโรคภัยอุปัทวันตรายทั้งปวง เลยกลายเป็นศีลพระเป็นเจ้า
ศาสนาพระเป็นเจ้าไปฉิบ รักษาศีลแบบนี้ได้ชื่อว่าเป็นทาสของกิเลส
ถ้าเป็นบุญก็จะเป็นที่เจือด้วยกิเลสไปเสียแล้ว
ผู้มาเห็นโทษของความชั่วมีการฆ่าสัตว์เป็นต้น ด้วยใจด้วยปัญญาของตนเองแล้ว
เกิดความละอายต่อบาปกรรมทั้งที่ได้ทำมาแล้วและจะพึงกระทำต่อไป
ตั้งใจมั่นแลเลื่อมใสในกุศลกรรม งดเว้นกรรมชั่วเห็นเป็นของน่าภาคภูมิใจ
รักษาศีลจะเป็นศีลประเภทใดๆก็ตาม ยิ่งรักษาศีลมากเข้าเท่าใด
ก็จะเห็นเป็นการช่วยป้องกันความชั่วของตนให้หนาแน่นยิ่งขึ้น
เหมือนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาใจใส่รักษาภัยอันตรายให้แก่ตน ฉะนั้น
รักษาศีลแบบนี้ได้ชื่อว่า รักษาศีลเป็นไทไม่เป็นทาส
ถูกต้องตามจุดประสงค์ของพุทธศาสนา
สมกับที่ชื่อว่าพุทธศาสนาสอนให้คนปฏิบัติโดยเสรีภาพ
มีศีลแล้วจึงจะปฏิบัติธรรม
ให้เข้าขั้นสูงขึ้นไปโดยลำดับได้
พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน
แนะนำฝึกอบรมพระ(ผู้ประเสริฐ)สาวกของพระองค์เบื้องต้นตรงที่ศีลอันเกี่ยวเนื่องด้วยกายแลวาจาซึ่งเป็นของหยาบๆที่จะแสดงออกมาให้ปรากฏแก่สายตาของสาธารณชน
เพราะศีลเป็นของประเสริฐกว่าสิ่งใดๆในโลกทั้งหมด
ในมนุษย์พร้อมด้วยเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหม ก็เทิดทูนศีลนี้ว่าเป็นของประเสริฐ
ผู้ที่เอาศีลเข้ามาสวมไว้ในภายในใจของตนแล้ว
ผู้นั้นก็จะพลอยได้เป็นผู้ประเสริฐไปตามศีลด้วย แม้ฆราวาสผู้ซึ่งได้นามว่า
พระอริยะ ตั้งต้นแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป ท่านก็มีนิจศีลเป็นประจำ
มนุษย์คนเราผู้เกิดมาแล้วไม่มีศีลเสียเลยแม้แต่ข้อเดียว
ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ได้รักษาศักดิ์ศรีของตนไว้อย่างน่าเสียดาย
อันดับต่อไปพระองค์ก็ทรงฝึกอบรบด้วยให้ ระวังสังวรในอินทรีย์ทั้งหก
แล้วก็ให้ระวังสังวรในการบริโภคใช้สอยซึ่งปัจจัยสี่มีเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น
ตอนสุดท้ายก็ให้ระวังสังวรในการแสดงหาปัจจัยสี่แต่โดยทางที่ชอบ
ศีลเป็นอาทิพรหมจรรย์ข้อปฏิบัติขั้นต้น
ก่อนที่จะฝึกอบรมสมาธิหรือเจริญฌานให้เป็นไป พื้นฐานของสมาธิ-ฌาน(คือศีล)
ไม่หนักแน่นแล้ว ฌาน-สมาธิ-ปัญญา
อันเป็นคุณธรรมที่หนักแน่นแลกว้างขวางใหญ่โตจะตั้งอยู่ได้อย่างไร
พระผู้ไม่มีบริสุทธิ์ศีลสี่เป็นเครื่องอยู่เสียแล้ว
จะเอาอะไรมาเป็นเครื่องวัดในตัวพระเล่า
“ผู้ที่ยอมตัวมารับเอาศีลไปไว้เป็นเครื่องปฏิบัติ จะเป็นศีล ๕-๘-๑๐–๒๒๗ก็ตาม
ได้ชื่อว่าเป็นผู้เริ่มต้นปฏิบัติศาสนพรหมจรรย์
เข้าไปทำลายบ่อนรังข้าศึกอันมีอยู่ในภายในใจของตนแล้ว”
เกิดมาพร้อมกับได้ตู้พระธรรม
มนุษย์คนเราเกิดมาเพราะกรรมดีกรรมชั่วนำให้มาเกิดดังกล่าวแล้ว
แล้วก็นิสัยชั่วเคยทำมามากจนเคยชิน ฉะนั้นใจจึงชอบแลตกไปในทางเลวได้ง่าย
จึงต้องใช้ศีลเป็นเครื่องป้องกัน
พร้อมกันนั้นก็ได้ชื่อว่าได้พระธรรมมาพร้อมแล้ว
“หากจะเรียกกายใจของคนเรานี้ว่าเป็นตู้พระธรรมก็จะไม่ผิด”
พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมของจริงก็มาทรงรู้ของจริงซึ่งมีอยู่แล้วในพระบวรกายใจของพระองค์นี้ทั้งนั้น
เมื่อจะประกาศสัจธรรมของจริงนั้น
ก็ทรงชี้ให้แต่ละบุคคลเห็นธรรมซึ่งมีอยู่พร้อมแล้ว ในกายในใจของตนๆนี้ทั้งนั้น
ผู้ได้สดับแล้วทั้งหลายเมื่อมารู้เห็นเข้าใจก็มารู้เห็นล้วนแล้วแต่เป็นของมีอยู่ในกายในใจของตนๆนี้ทั้งนั้น
จึงต่างคนต่างละกิเลสความชั่วด้วยตนเอง โดยมิได้บอกเล่าหรือนัดแนะใครๆฉะนั้น
ผู้ที่เกิดมาได้รูปนามหรือกายใจอันนี้แล้ว จึงพูดได้เต็มปากอย่างภาคภูมิใจว่า
เราเกิดมาได้ลาภคือธรรมอันประเสริฐมาพร้อมแล้ว
แต่เป็นที่น่าเสียดายอยู่หน่อยตรงที่ลิงได้ทอง ไม่ทราบว่าจะเอาไปประดับตรงไหน
ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะทรงบอกวิธีใช้แล้วก็ตาม
ผุ้ที่ยังใช้ไม่เป็นก็ยังมีอยู่นับไม่ถ้วนทีเดียว
ผู้เขียนขอเชิญนำเอาธรรมที่สะสมไว้ออกมาปฏิบัติ
สมัยนี้การศึกษาของเหล่าพุทธศาสนิกทั้งหลาย นับว่าได้เจริญก้าวหน้าไปเป็นอันมาก
ต่างก็จะพากันภูมิใจในเมื่อได้ยินพระเทศน์หรืออ่านหนังสือธรรมว่า
ข้อนั้นคำนั้นหรือหนังสือนั้นๆมีอธิบายความอย่างนั้นๆ อาจเรียกได้ว่า
พากันสะสมพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็นเข่งๆก็ว่าได้(ขอโทษที่ใช้คำว่าเข่ง
เพราะโดยมากเห็นหนังสือธรรมเป็นเหมือนเศษกระดาษไปก็มี
ผู้ที่ไปเรียนจดจำพระธรรมก็จำไว้เฉยๆ
ไม่นำมาปฏิบัติค้นคว้าหาข้อเท็จจริงก็มีมากหลาย)
ผู้เขียนไม่มีพระธรรมมากมายพอจะเก็บใส่เข่งสะสมไว้ดอก
แต่อยากจะของเชิญชวนท่านผู้สนใจในธรรมปฏิบัติ
พากันมาลงมือปฏิบัติธรรมนั้นๆลองดูว่า
ถึงเวลาแล้วมิใช่หรือที่ท่านทั้งหลายจะพึงหยิบยกเอาพระธรรมที่สะสมไว้นั้นออกมาปฏิบัติตามให้เห็นข้อเท็จจริงในธรรมทั้งหลายให้สิ้นข้อสงสัย
จะไปถือเชิดไว้อวดเขาว่าข้าๆถือพุทธศาสนาๆทำไมเล่า
ขอเชิญทุกๆท่านลงมือปฏิบัติได้แล้ว
และปฏิบัติให้เขาถึงสัจธรรมของจริงรู้แจ้งด้วยใจด้วยปัญญาของตนเอง(ปัจจัตตัง)
พระศาสนาก็จะเปล่งรัศมีฉายแสงออกมาส่องโลกพร้อมทั้งตัวของท่านที่มือดอยู่แล้วให้สว่างจ้า
มนุษย์ชาวโลกทั้งหลายก็จะไม่วุ่นวายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
การเรียนมากหรือเรียนน้อยไม่เป็นอุปสรรคแก่การภาวนา
ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า คนเราเกิดมาได้ชื่อว่าได้พระธรรมมาพร้อมแล้วทุกคน
รูปธรรมนามธรรม คือ กายกับใจ ได้มาพร้อมแล้ว ถึงแม้จะเรียนมากแลเรียนน้อย
เมื่อเรียนพระธรรมตามคำสอนของพระองค์แล้ว
ก็ต้องมาเรียนเรื่องของกายกับใจของตนเองนี้ทั้งนั้นแล้วการเรียนนั้นเรียนเพื่ออะไร
เรียนเอาไปทำไม ก็ต้องเรียนเพื่อรู้เรื่องของกายของใจ
แล้วจะได้นำเอาไปปฏิบัติขัดเกลา กาย วาจา ใจ สิ่งที่ไม่ดีให้หมดสิ้นไป
แล้วรักษาเอาแต่สิ่งที่มันดีไว้ไม่ให้เสื่อมหายไป
หรือให้รู้แจ้งเห็นของจริงในสิ่งที่ใจไม่รู้มันหลงอยู่ในนั้นให้หมดสิ้นไป
การเรียนรู้มากจดจำชื่อของกิเลสแลอารมณ์ของใจแต่บังคับใจไม่อยู่แล้วก็ชำระกิเลสออกจากใจไม่ได้
จะเรียกว่าพหูสูตรตามมงคลสูตรนั้นยังไม่ได้กระมัง
ท่านพระอานนท์จดจำพุทธวจนะคำสอนของพระองค์ไว้ได้มาก
คืนที่จะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
ท่านเก็บเอาพระธรรมคำสอนเหล่านั้นมาใช้แทบจนจะสิ้น ถึงกับท้อใจ
พอท่านทอดธุระทำใจให้สงบ มัคคปหานจึงเกิดขึ้นในขณะจิตนั้นเอง
เป็นอันได้ความว่าการคิดต้นหาอุบายจากธรรมนั้นๆ มาใช้ยังไม่เข้าถึงองค์มรรคแท้
ต่อเมื่อไม่คิดไม่ส่งปลงภาระและอุบายนั้นๆแล้ว มัคคปหานจึงจะเกิด
หากจะมีปัญหาถามว่า ที่ท่านศึกษามามากๆนั้นไม่มีประโยชน์อย่างนั้นหรือ
ขอเฉลยว่า มี ดารที่ท่านศึกษามามานั้นเรียกว่า เรียนอุบาย
พอแยบคายเกิดขึ้นเฉพาะในใจของท่านแล้ว(ปัจจัตตัง)อุบายเลยไม่ต้องใช้ ในขณะนั้น
ศีล สมาธิ ปัญญา
จะมาปรากฏชัดอยู่ในขณะจิตอันเดียวคือจิตไม่ส่งส่ายออกไปตามรู้ตามเห็นอะไรๆหมดในที่อื่น
เรียกว่า มัคคสมังคี หลังจากมัคคสมังคีแล้ว
จะมีอาการจิตอีกชนิดหนึ่งปรากฏขึ้นมาแทนอันพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ถึงพูดแลบอกก็ไม่เหมือนกับความเป็นจริงนั้น นี่เรียกว่า มัคคปหาน
หากจะรู้ได้เฉพาะผู้ได้แลเข้าถึงขั้นนั้นเท่านั้น
จิตขณะนั้นจะเกิดขึ้นขณะหนึ่งแล้วก็จะหายไป
หลังจากนั้นแล้วจิตก็เดินตามวิถีเดิม
ซึ่งมีสมมติบัญญัติหรือได้ศึกษาตำราคัมภีร์อันใดมาแต่ก่อนแล้วจะได้นำมาใช้ได้อย่างอิสระเสรี
โดยมิต้องควบคุมจิตคิดกลัวว่าจะทำจิตของตนให้เศร้าหมอง แต่มันพอดีมีสัดส่วนของ
สติ-สมาธิ-ปัญญา หากพอๆกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปในอารมณ์ทั้งหก
จิตจึงไม่เจือด้วยกิเลส ตอนนั้นท่านพระอานนท์นำมาใช้ในกิจปฐมสังคายนา
สติปัฏฐานสี่เป็นโลกุตตรธรรม
แลเป็นที่อบรมสติอย่างดีด้วย
สติปัฏฐาน ๔ คือ
๑. กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน ให้พิจารณากายนี้สักแต่ว่ากาย มิใช่สัตว์ ตัว
ตน บุคคล เรา เขา เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้พิจารณาเวทนา คือ สุข ทุกข์
และไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอารมณ์ว่าเวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน
เรา เขา เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้พิจารณาใจที่เศร้าหมอง หรือผ่องแผ้ว
เป็นอารมณ์ว่า ใจนี้ก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกว่า
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้พิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออุกศล
ที่บังเกิดกับใจเป็นอารมณ์ว่าธรรมนี้ก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา
เขา เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
สติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ ถึงแม้ท่านจะจัดเข้าเป็นโลกุตตรธรรมแล้วก็ตาม
ก็ยังต้องหมายเอาตัวของคนเราทุกๆคนที่เป็นโลกิยะอยู่นี่เอง หากวจะมีปัญหาถามว่า
ทำไมจึงต้องเป็นอย่างนั้น ผู้เขียนก็เฉลยเองเสียเลย
ผิดถูกขอท่านผู้อ่านได้วินิจฉัยด้วยปัญญาอันแหลมลึกของตนเองก็แล้วกันว่า
เมื่อไม่มีโลกแล้ว
ธรรมก็ไม่ทราบว่าจะเอาไปตั้งไว้ตรงไหนแลบังเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
โลกอันใดธรรมก็อันนั้น ธรรมอันใดโลกก็อันนั้น
จะเป็นโลกหรือเป็นธรรมอยู่ที่ฝึกอบรมต่างหาก
อย่างพระพุทธเจ้าแลพระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลาย
เดิมที่ก็เกิดเป็นมนุษย์สามัญปุถุชนธรรมดาๆอย่างพวกเราทั้งหลายนี้แหละ
เมื่อท่านมาฝึกฝนอบรบกายใจของท่านที่เป็นโลกนี้
ให้บริสุทธิ์พ้นจากความมืดเมาทั้งปวงแล้ว
จงได้บรรลุถึงพระพุทธเจ้าแลเป็นพระอริยบุคคล
อย่างพระองคุลิมาลท่านทำตนให้เป็นมหาโจรก็ได้ เป็นพระอริยบุคคลก็ได้
ฉะนั้น สติปัฏฐาน ๔ คือ กายใจของเราท่านทั้งหลายทุกๆคนนี้
จึงเป็นสถานที่เหมาะสมที่สุด ที่ผู้ต้องการธรรมอันประเสริฐเพื่อความพ้นจากทุกข์
จะพึงเข้ามางึกอบรมให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยใจด้วยปัญญาอันชอบของตนเอง
ธรรมอื่นใดนอกจากนี้ถึงแม้จะมีมากข้อแลวิธีปฏิบัติมากอย่างก็ตาม
เมื่อปฏิบัติข้าถึงหลักธรรมที่ถูกต้องแล้วจะต้องรวมลงมาหาสติปัฏฐานนี้ทั้งนั้น
แล้วสติปัฏฐานนอกจากจะเป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตรแล้ว
“ผู้อบรมทั้งหลายจะเป็นได้ทั้งสมถะแลวิปัสสนาอีกด้วย”
แล้วก็ทางเดียวเท่านี้ที่จะนำผู้ปฏิบัติให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงได้
สติปัฏฐาน คือ ที่ตั้งที่ฝึกอบรมสติของผู้ต้องการจะฝึกอบรมสติ
หากจะมีปัญหาถามอีกว่า สติของเราไม่มีหรือ จึงต้องฝึกอบรม
ผู้เขียนก็ของเฉลยอีกว่า สติของเราก็มีอยู่เหมือนกับสติปัฏฐานสี่มีกายเป็นต้น
ของเรามีอยู่แล้วนั่นแหละ
พระพุทธเจ้าอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทด้วยของจริงของมีอยู่ทั้งนั้น ของไม่จริงไม่มี
ไม่ทราบว่าจะเอาอะไรมาสอนมาฝึกอบรม ที่พระองค์ทรงสอนให้พวกเราอบรมสตินั้น
เพราะสติของพวกเรายังไม่ดีพอ ใช้การยังไม่ได้ดีเท่าที่ควร
สติยังตามระลึกไปในอดีตบ้างอนาคตบ้าง ไปตามระลึกแล้วยังไม่พอ
ยังนำเอามากองไว้ทับถมหัวใจให้เป็นทุกข์เดือดร้อนอีก ฉะนั้น
พระองค์จึงทรงสอนให้ผู้เห็นโทษทุกข์ในการที่สติไม่หยุดอยู่ในจุดเดียว
ด้วยการเจริญสติให้ตั้งมั่นอยู่ในสี่สถานนี้
สติปัฏฐานนักปริยัติ
ความเห็นของนักปริยัติโดยมากเข้าใจกันว่า สติปัฏฐาน ๔ หรือกัมมัฏฐานอื่นใดก็ตาม
จะต้องท่องบ่นจดจำให้ได้แม่นยำเสียก่อนแล้วจึงจะปฏิบัติได้
เมื่อลงมือปฏิบัติเล่าก็จะต้องให้เป็นไปตามที่ได้ศึกษามานั้นทุกๆอย่างจึงจะใช้ได้
ถ้านอกจากนั้นเป็นผิดหมด
การเจริญสติปัฏฐานก็จะเริ่มเจริญแต่กายเป็นอันดับแรกขึ้นไป
ถ้าจะเจริญข้ออื่นเช่นจิตหรือธรรมก่อนใช้ไม่ได้
การพิจารณาก็ให้พิจารณากายในกายนอกเป็นต้นจนครบทั้งสี่
การตั้งสติก็จะให้ตามรู้ตามเห็นรูปนามอยู่ตลอดเวลา
จิตจะปล่อยจะวางไม่ได้ถือว่าผิดจากหลัก ดังนี้เป็นต้น
ความรู้ความเห็นก็จะให้ตามรู้ตามเห็นทุกๆอย่าง
จิตปล่อยวางว่างสงบลงไม่ได้หาว่าโง่ไม่มีปัญญา
การบังคับจิตนั้นดีอยู่ดอกเบื้องต้น
แต่ถ้าจะบังคับมันร่ำไปมันอาจบิดพลิ้วได้เหมือนกัน
จิตก็คือใจในตัวของคนเราแต่ละคนนั่นแหละ
บังคับมันหนักมันก็ไม่ชอบขี้หน้าเราเหมือนกัน ฉะนั้น จิตคือผู้คิด
มันจะคิดก็ได้ แต่ให้มันคิดอยู่ในสติปัฏฐานทั้งสี่นี้
แล้วก็ทำความพอใจให้มันเพลิดเพลินอิ่มเอิบอยู่ด้วยสติปัฏฐานสี่นี้เท่านั้น
“ส่วนสตินั้นจะไปตามรู้ในสิ่งนั้นๆ แล้วจะไม่มีวันทันมันเลย”
ให้รู้ทันจิตที่ไปตั้งอยู่ตรงไหน สติกับผู้รู้ก็ให้อยู่ด้วยกัน ณ ที่นั้น
คนเราเมื่อไปรู้เล่ห์เหลี่ยมโกงกันแลกันแล้ว
ก็ต้องยอมหยุดโกงเป็นมิตรสนิทกันเลย จิตก็เช่นเดียวกัน
เมื่อสติกับความรู้อยู่ด้วยกันกับจิตแล้วมันก็ต้องหยุดนิ่งเข้าเป็นหนึ่ง
ผู้ที่ภาวนาไม่เข้าถึงขั้นนั้นก็หาว่าจิตของตนโล่เสียแล้ว
ย้อนไปดำเนินตามแนวเบื้องต้นอีก เมื่อจิตหยุดนิ่งพักไม่ได้ก็เลยฟุ้งใหญ่
ยิ่งเพ่งยิ่งบังคับบางทีอาจทำให้ปวดศีรษะเจ็บหน้าอก
มีอาการต่างๆหลายอย่างขึ้นมาก็ได้ ผลที่สุดทำให้ท้อถอยในการเจริญสติปัฏฐาน
เพราะไม่ได้ผลเกิดความอัศจรรย์อะไรขึ้นมาพอจะเป็นเครื่องดึงดูดให้จิตยึดมั่น
สติปัฏฐานภาวนา
สติปัฏฐานภาวนาซึ่งผู้เขียนจะอธิบายต่อไปนี้ อาจผิดแผกจากแบบตำราอยู่บ้าง
แต่ผู้เขียนก็ยอมสารภาพรับผิด
เพราะเขียนในแนวปฏิบัติโดยเฉพาะมิได้ประสงค์จะให้เป็นตำราเรียน
ตำราเรียนใครๆก็หาดูได้ในที่ทั่วไป อนึ่งการปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
จะบังคับให้ทุกๆคนรู้เห็นเป็นอย่างเดียวกันทั้งหมดย่อมเป็นไปไม่ได้
ผู้จะถึงอริยมรรคจะต้องเจริญปัญญา จนถึงพระไตรลักษณญาณ จิตรวมเข้าถึงมัคคสมังคี
มรรคทั้ง ๘ รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระไตรลักษณ์ก็ดี มรรครวมเป็นหนึ่งก็ดี
เมื่อแต่ละท่านเข้าถึงภูมินั้นแล้ว อาจมีรสชาติไม่เหมือนกันก็ได้
แล้วก็คงจะนำเอาเรื่องของแต่ละท่านมาพูดสู่กันฟังไม่ได้ เพราะเป็นของเฉพาะตัว
ฉะนั้น ต่อไปนี้ผู้เขียนขอเสนอแนวทางปฏิบัติสติปัฏฐานภาวนา
ตามอัตตโนมัตตยาธิบายพอควรแก่ความรู้อนุมานของตน
ท่านผู้มีศรัทธายังสนใจในการเจริญสติปัฏฐานอยู่
หากศึกษาและปฏิบัติสติปัฏฐานปริยัติมาแล้วไม่ได้ผล ขออย่าได้เบื่อแลท้อใจเลย
ขอเชิญมาทอดลองปฏิบัติตามแนวซึ่งผู้เขียนจะแนะนี้ดูก็ได้
บางทีสบเหมาะเคราะห์ดีอาจได้ผล ใครจะไปรู้ แต่ขอแนะเบื้องต้นก่อนจะปฏิบัติว่า
สติปัฏฐาน ๔ เป็นโลกุตตรธรรม ฉะนั้น
ผู้จะปฏิบัติต้องเป็นผู้เห็นโทษในโลกิยะหรือกามคุณทั้ง ๕ เสียก่อน
จึงจะได้ผลตามเจตจำนงอันแท้จริง
สติปัฏฐาน ๔ เป็นโลกุตตรธรรม
ดังได้อธิบายมาแล้วข้างต้นว่า โลกอันใดธรรมก็อันนั้น ธรรมอันใดโลกก็อันนั้น
โลกเป็นที่ตั้งที่เกิดของธรรม นี่ก็เช่นเดียวกัน โลก คือ
กายใจอันเต็มไปด้วยกามคุณ ๕ คือ รูป-เสียง-กลิ่น-รส-โผฏฐัพพะ หรือ
ธรรมอันใดที่เกี่ยวเนื่องพัวพันอยู่ในกามคุณ ๕ นี้ก็ดี
หรือจิตใจผู้สร้างบุญกุศลคุณงามความดีอันใดที่ยังเกี่ยวเนื่องอยู่ในกามคุณ ๕
นี้ก็ดี จัดเรียกว่าโลกิยธรรมทั้งนั้น โดยเฉพาะกายกับใจของมนุษย์คนเราทุกๆคนนี้
เป็นโลกิยธรรมโดยแท้เกิดจากโลกิยวัตถุ(คือธาตุทั้งสี่)
แล้วก็เพลิดเพลินติดเหนียวแน่นอยู่ในกามกิเลสนี้
ผู้มาได้โลกิยะนี้แล้วแลเห็นโทษทุกข์เบื่อหน่ายในโลกิยะนี้เท่านั้น
จึงจะสามารถปฏิบัติภาวนาสติปัฏฐาน ๔ อันเป็นโลกุตตรธรรมให้เกิดมีขึ้นมาได้
สติปัฏฐาน ๔ คือ กายกับใจ ธรรมก็เกิดจากกายกับใจ กายกับใจเป็นโลกิยะ
ผู้มารู้มาเห็นกายใจแลอาการของกายของใจทั้งหมดว่า
สภาวะของเขาเหล่านั้นมันเป็นอยู่อย่างไร เมื่อใจเราไม่เข้าไปปรุงไปแต่ง
มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นตามสภาพเดิมของมัน
จนใจเราตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปตามสภาวะนั้นๆ เข้าถึง ตาทิ(? –
ต้นฉบับที่ถอดจากลายมือหลวงปู่พิมพ์มาอย่างนี้ อาจเป็นการผิดพลาดของผู้คัดลอก)
ถึงแม้กายนั้นจะเป็นโลกิยะตามธรรมชาติอันใครๆ จะเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้
แต่เมื่อปัญญาอันเป็นเรื่องของใจเข้าไปพิจารณากายใจพร้อมด้วยอาการของมัน
จนเห็นแจ้งตามเป็นจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเขาเป็นอยู่อย่างไร
เมื่อใจเราไม่ไปปรุงไปแต่งแล้ว เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น
ถอนความเข้าใจผิดทำจิตให้เหนือกาย ทำลายความหลงมืดเมื่อก่อนเสีย
ละกายอันเป็นโลกิยะเสีย แล้วจิตก็สว่างเด่นอยู่โลกิยะนั้นแต่ผู้เดียว
สติปัฏฐาน ๔ ถึงแม้จะเป็นโลกุตตรธรรมก็ตาม
แต่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ให้มนุษย์ปุถุชนผู้เป็นโลกิยะทั้งกายแลใจนี่แล
ผุ้มาเห็นโทษทุกข์แล้วเบื่อหน่ายใครจะหนีให้พ้น
ปฏิบัติดำเนินไปจนถึงจุดประสงค์โดยย่อ
เรียกว่าเป็นทางนำผู้อยากพ้นทุกข์โดยเฉพาะ
ทรงพยากรณ์สติปัฏฐาน ๔
พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ไว้ว่า สติปัฏฐานทั้ง ๔
นี้ผู้ใดมาเห็นโทษทุกข์เบื่อหน่ายคลายความพอใจ ไม่ยินดีในกามโลกนี้แล้&