การมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา
โพสท์ในลานธรรมเสวนาโดยคุณ : กลางชล [ 30
ก.ย. 2543 ]
การมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลานั้นหมายถึงอย่างไรคะ
อ่านเห็นผ่านตาอยู่บ่อย ๆ น่ะค่ะ ว่าตามแนวทางพุทธศาสนา
ท่านให้เราฝึกการมีสติรู้อยู่กับตัวตลอดเวลา
ทำสิ่งใดก็ให้รู้ว่าทำสิ่งนั้นอยู่ เดินให้รู้ว่าเดิน กินให้รู้ว่ากิน
ฯลฯ อย่าให้ฟุ้งไปเรื่องอื่น หรืออย่างที่ว่าง่าย ๆ ว่า
อดีตอย่าเพิ่งกำหนด-อนาคตอย่าเพิ่งคำนึง-ให้นึกถึงแต่ปัจจุบัน
แต่ไม่ค่อยเข้าใจว่า
ในชีวิตประจำวันเราจะคิดรู้เช่นนั้นในทุกขณะลมหายใจเลยหรือคะ
ในกิจกรรมที่ต้องอาศัยความคิดและการมีสมาธิ อย่างเช่น การขับรถ
การทำคอมพิวเตอร์ การแข่งขันกีฬา หรือการพูดจาในที่ประชุม
ก็ยังพอเข้าใจได้ว่า การมีสติรู้ตัวและมีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำนั้น
จะยังให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างไร
แต่กับกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ต้องใช้ความคิดหรือสมาธิมากนักล่ะคะ
(ค่อนข้างรูทีน) อย่างเช่น อาบน้ำ นั่งรถเมล์ พับถุงกระดาษ กินข้าว ฯลฯ
การที่เรานั่งรถเมล์ไปแล้วคิดว่า เย็นนี้จะกลับไปเตรียมกับข้าวอะไรดี
หรือระหว่างทานข้าวก็นั่งคิดไปด้วยว่า
จะจัดลำดับการพรีเซนท์งานในที่ประชุมอย่างไร
หรือคิดว่าจะจัดการธุระอะไรวันไหนระหว่างพับถุงกระดาษ
หรือคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวันในช่วงที่กำลังอาบน้ำ อย่างนี้
ถือว่าจิตไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ขาดสติรู้หรือเปล่าคะ
ระหว่างทำกิจกรรมพวกนี้ ในช่วงที่ความคิดเป็นอิสระที่สุด
เราควรควบคุมจิตอย่างไรคะ ท่านสอนกันมาอย่างไรบ้าง ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 : (ดังตฤณ)
การมีสติรู้ตัวนั้น เป็นเหมือนบันไดที่จะยกก้าวขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนา
โดยเนื้อหาของการมีสติรู้ตัว ยังไม่เป็นประกันว่าเกิดปัญญาเห็นอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตาของกายใจ แต่โดยเนื้อหาของการมีสติรู้ตัวนั่นเอง
ก็เพียงพอจะเห็นผลเบื้องต้น ในการลดทุกข์ ลดความทะยานหลงแบบผิดๆ
ลดความฟุ้งซ่านที่เกิดสุ่มๆ ซึ่งผลอันนั้น
เป็นการเริ่มต้นความพร้อมจะให้จิตถึงวิปัสสนา เมื่อรู้ตัวไปถึงขั้นหนึ่ง
ที่จิตไม่ส่งออกหาเรื่องข้างนอก แต่เอาเฉพาะเรื่องข้างใน
รู้กายโดยความเป็นสิ่งเคลื่อนไหวท่าทางต่างๆ
รู้ใจโดยความเป็นสภาพแปรปรวนไปได้สารพัด
พอเห็นจนเกิดความรู้สึกขึ้นมาเต็มตื้น ว่าสักแต่มีท่าทางหนึ่งๆ
สักแต่มีภาวะหนึ่งๆ เกิดขึ้นแล้วดับไปอยู่ไม่ขาด ไม่ซ้ำของเดิม
เป็นคนละชุด ตรงนั้นจิตเริ่มพร้อมพิจารณากายใจโดยความเป็นขันธ์ 5
ขอให้สังเกตว่าถ้าขาดการปูพื้น ขาดการฝึกรู้ตัว
อยู่ๆให้ใครสักคนคำนึงถึงกายใจตนโดยความเป็นขันธ์ 5 แล้ว
จะพบว่านึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ทำให้เชื่อยังไงก็เชื่อไม่ได้
ว่ามีแต่ขันธ์ 5 ไม่มีตัวตน ต้องเข้าใจว่าชีวิตฆราวาสนั้น
ตามจริงไม่เหมาะกับการทำจิตให้สงบรู้ตัว
ในแบบที่จะเกิดความเห็นกายใจเป็นขันธ์ 5 ได้ง่ายนัก
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะคนทำได้มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแล้ว
ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และน่าจะในอนาคตต่อไป ตราบใดพระสัทธรรมยังไม่สูญหาย
>
ในชีวิตประจำวันเราจะคิดรู้เช่นนั้นในทุกขณะลมหายใจเลยหรือคะ?
อย่างที่แยกแยะแล้ว ว่ารู้ตัวก็ขั้นหนึ่ง
รู้ตัวโดยเห็นกายใจเป็นขันธ์ 5 ก็อีกขั้นหนึ่ง
เบื้องต้นแทนที่จะตั้งเป้ารู้สติทุกลมหายใจ
เปลี่ยนเป็นพยายามรู้ลมหายใจให้เกิดสติไปเรื่อยๆจะดีกว่าครับ
อย่าคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นตลอดสาย 24 ชั่วโมง
>
แต่กับกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ต้องใช้ความคิดหรือสมาธิมากนัก
เช่น อาบน้ำ นั่งรถเมล์ พับถุงกระดาษ กินข้าว
เมื่อจ่อกับลมหายใจนานสัก 5 นาที
อาจไม่ต้องหลับตา อาจไม่ต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน
คุณกลางชลจะเห็นผลอย่างหนึ่ง คือใจเหมือนมีหลักของมันอยู่
คือวนเวียนมาสนใจลมหายใจมากกว่าจะทำกิจธุระแบบเหม่อบ้าง รู้ตัวบ้าง
ตรงนั้นกระแสสติจะเหมือนเชื่อมติดกันเป็นสายยาวขึ้น
แทนที่จะผลุบโผล่เป็นช่วงๆ นั่นเอง กิจกรรมเช่นอาบน้ำ นั่งรถ พับถุง ฯลฯ
จะปรากฏเหมือนสิ่งถูกรู้โดยตัวที่รู้ลมหายใจเป็นหลัก บางทีเหมือนมีสองภาค
ลักษณะนี้ที่ท่านเรียกว่ามีลมหายใจเป็นอนุสติ
หรือมีลมหายใจเป็นแบ็กกราวนด์ โดยไม่เสียงานที่เป็นโฟกราวนด์ไป
เป็นการตั้งสติอยู่กับปัจจุบันขณะโดยไม่มีอาการฝืน ไม่มีอาการเกร็ง
ไม่มีอาการควบคุมบังคับให้ต้องรู้ๆๆมากจนเกินไป
ท่านถึงสรรเสริญว่าควรมีอานาปานสติ คือการกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นปกติ
ใช้ได้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงการปฏิบัติระดับสูง
>
หรือคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวันในช่วงที่กำลังอาบน้ำ > อย่างนี้
ถือว่าจิตไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ขาดสติรู้หรือเปล่าคะ
เริ่มๆลองถือหลักนี้ก็ได้ครับว่าอยากคิดอะไรคิดไป
อยากรู้สึกอย่างไรรู้สึกไป แต่หมั่นสำรวจเข้ามาเรื่อยๆ
ว่ายังรู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกอยู่หรือเปล่า ตรงนี้เป็นมาตรวัด
เป็นแกนอ้างอิงได้ว่าเรายัง "มีฐาน" อยู่หรือเปล่า
จะเห็นว่าไม่ต้องปลีกตัวออกจากชีวิตประจำวัน
และไม่ต้องเคร่งครัดควบคุมความรู้สึกนึกคิดให้ผิดแปลกไปแต่อย่างใด
เมื่อมีความรู้ชัดขึ้น
ตรงนั้นจะพอเริ่มมีความสามารถอ่านภาวะของกายใจตัวเอง
เช่นกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นนิดหนึ่ง
ก็บอกตัวเองได้ว่านั่นเป็นเครื่องหมายสะท้อน ว่ามีอาการผิดปกติ
เช่นโลภะหรือโทสะขึ้นแล้ว หรือในทางกลับกัน
เราเห็นจิตเหมือนมีอะไรมาจับเป็นก้อน แข็งๆเกร็งๆ
ก็มองออกว่ามีผลให้กายเกร็งผิดปกติไปด้วย
ความรู้สึกว่าอะไรๆก็สักแต่เป็นภาวะผ่านไปๆนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้
ถ้าไม่มีความเห็นแจ้งในกายใจอันเป็นปัจจุบันจริงๆเสียก่อน
> ระหว่างทำกิจกรรมพวกนี้
ในช่วงที่ความคิดเป็นอิสระที่สุด เราควรควบคุมจิตอย่างไรคะ
ถ้าเริ่มต้นเข้าใจได้ว่าการปฏิบัติธรรมเชิงสติปัฏฐาน
4 ที่แท้นั้น เน้นจิตรู้ ไม่ใช่จิตคิดควบคุมจิต หรือจิตควบคุมกาย
ก็จะปลอดโปร่งขึ้น อะไรเกิดขึ้นก็รู้ตามนั้น แต่ถ้าจิตยังหยาบ
เช่นคับแคบ ก็ต้องจงใจเปิดเสียหน่อยด้วยทานเป็นอาจิณ หรือจิตสกปรก
ก็สำรวจวิธีคิด พูด ทำให้อยู่ในกรอบของศีลที่บริสุทธิ์
หรือจิตหวั่นไหวง่าย ก็หมั่นเอาใจจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
และไม่ขลุกขลุ่ยกับเรื่องชวนฟุ้งซ่านเช่นละเม็งละคร
หรือการคุยพร่ำเพรื่อเกินไป ถ้าจิตพร้อมรู้แล้ว เราสักแต่สังเกตก็พอ
ว่ามีอะไรเกิดขึ้นตามจริง แล้วหายไปตามจริง
เมื่ออยู่ในช่วงความคิดเป็นอิสระ ก็ดูว่ามันอิสระจริงแค่ไหน นานแค่ไหน
มีอะไรผุดแทรกมาบัญชาให้ไปกระทำการบ้าง ตรงแรงขับ แรงดันที่ผุดขึ้นนั้น
ถ้าเห็นได้ตามจริง ก็เริ่มรู้จักจิตในแง่ของอาการ
ในแง่ของสภาวะที่เปลี่ยนจากสงบเป็นอยาก เปลี่ยนจากอยาก
เป็นผลเชิงรูปธรรมอันใดอันหนึ่ง กิจกรรมอันใดอันหนึ่ง
เห็นภาพชีวิตโดยรวมเช่นนี้มากๆเข้า
ในที่สุดก็ไม่เห็นอะไรนอกจากสาระที่แท้ คือความไม่มีสาระ
ไม่มีอะไรน่ายึดถือ มีแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลง เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
บุคคลที่เปลี่ยนแปลง ฯลฯ เหลือแต่ตัวรู้ ผู้รู้
สภาวะรู้โดดเดียวเด่นดวงอยู่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นทุกสิ่ง
แม้กระทั่งความคิดที่จรเข้ามา

ความคิดเห็นที่ 9 : (ดังตฤณ)
ตอนเริ่มต้นก็เจอปัญหาเหมือนอย่างคุณกลางชลกันทั้งนั้นแหละครับ
1) ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ตรงไหน
2) ไม่มั่นใจว่าที่ทำอยู่ถูกหรือผิดทั้งสองข้อนั้น เป็นความคิด
เป็นความลังเลสงสัย และนึกว่าจะมีคำตอบเบ็ดเสร็จอยู่ในหนังสือ
หรือวิธีอธิบายของใครบางคน ความจริงแล้วไม่มีอะไรอย่างนั้น
อ่านปุ๊บหรือฟังปั๊บแล้วปฏิบัติถูกถ้วนเลย ค่อนข้างจะเป็นไปไม่ได้
ขนาดฟังธรรมต่อเบื้องพระพักตร์ พระพุทธเจ้ายังต้องแก้ให้
หรือเพิ่มเติมให้ในภายหลัง เริ่มปฏิบัตินั้น
ถ้ามั่นใจว่าเราจะอยู่ในกรอบพิจารณากายใจเป็นไตรลักษณ์
ด้วยความพิจารณาตามจริงว่าเพื่อความพ้นทุกข์อันมีเหตุจากความยึดมั่นถือมั่น
ถือสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน เท่านี้ก็สบายใจได้ว่าไม่ออกนอกทาง
และจะไม่เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ขึ้นมาได้ จากนั้นทำไปเถอะ
ทำให้เกิดผลอะไรขึ้นมาสักอย่าง ถูกหรือผิดก็ช่าง
คิดเสียว่าผู้ปฏิบัติต้องเริ่มจากผิด
เพื่อให้รู้ว่าที่ผ่านมาตลอดชีวิตก็คิดผิด รู้สึกผิดมาเหมือนกัน
พอเห็นว่าผิด เห็นว่าไม่ก้าวหน้าแล้ว จะได้คลำทางที่ถูกต่อไป
มีกัลยาณมิตรในลานธรรมเยอะแยะที่บอกได้ว่าผิดอย่างไร แก้อย่างไร
ต่อไปพอเกิดอาการสงสัยขึ้น วิธีที่ดีที่สุด น่าทำเป็นอันดับแรกสุด
คืออย่าคิดต่อ แต่หันมารู้สถานการณ์เฉพาะหน้า อะไรเด่นก่อน
รู้อันนั้นก่อน ถ้าความข้องใจ อึดอัด สับสนเด่นก่อน ก็รู้เข้ามาข้างใน
เปลี่ยนมุมมองเสีย แทนที่จะคิดว่านั่นคือความลังเลสงสัย
ก็คิดว่านั่นคือก้อนอะไรติดๆขัดๆอยู่ข้างใน อย่าไปคิด
อย่าไปค้นเพื่อเพิ่มความแข็งให้ก้อนนี้เข้าไปอีก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
รู้สึกธรรมดา แต่ไม่หลงไปปรุงแต่งเพิ่ม สังเกตดูไปว่าก้อนแข็งๆนี้
แข็งเท่าเดิมตลอดเวลาหรือเปล่า
มีความคิดกระจุกตัวแน่นหน้าเหมือนเดิมหรือเปล่า
เห็นบ่อยๆว่ามันแปรไปเรื่อยๆ ก็คลายความยึดความคิดสงสัยได้แล้ว
เท่านี้ก็ได้ชื่อว่าเริ่มต้นถูกแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 18 : (กลางชล)
อืม.. น่าสนใจดีเหมือนกันค่ะ คุณ tchurit
ทำวิจัยออกมาเป็นรูปร่างเมื่อไหร่ ฝากเอาผลการจิวัยมาแบ่งปันกันด้วยนะคะ
แล้วจะลองแวะไปดูเว็บไซต์ที่คุณศิษย์อาจารย์เดียวกัน
แนะนำมาด้วยเหมือนกันค่ะ น่าลองดูเหมือนกัน
ตอนนี้ เรื่องการฝึกสติ ก็ฝึกไปบ้าง หย่อนไปบ้าง แต่ก็ยังพยายามไม่ท้อ
ไม่ทิ้งค่ะ... ว่าแต่สงสัยค่ะ ว่าการตามดูอารมณ์-ดูความคิด อย่างนี้
มันเป็นการขจัดความฟุ้งซ่านไปในตัวด้วยใช่มั้ยคะ
คือบางทีก็ชักไม่แน่ใจว่าเรากำลัง "ตามดู" ให้รู้ทัน
หรือว่าเรากำลังไป"ควบคุม" มันกันแน่ (หรือว่าอย่างหลัง
คือผลที่ตามมาของอย่างแรกในแง่ที่พอรู้ มันก็หายไป...) บางที
พอเรารู้สึกว่าเราเริ่มส่งจิตออกนอก คิดโน่นคิดนี่เล่น
ก็จะเริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ..
อย่างนี้เรากำลังปล่อยจิตให้ฟุ้งออกไปโดยใช่เหตุแล้วรึเปล่าเนี่ย
ก็ตัดความคิดฉับไป มาหายใจแรงขึ้นนิดนึง
แล้วจับสัมผัสลมหายใจที่สูดเข้าสูดออกต่อ ...ถ้าอย่างนั้น
มันก็เหมือนกับว่า เวลาที่เราไม่มีกิจใด เช่น นั่งอยู่บนรถเฉย ๆ
เราแค่จับลมหายใจชมวิวไปเรื่อย ๆ ให้ได้ก็พอ อย่างนี้รึเปล่าคะ
คือ กำลังพยายามนึกหาทางที่สมดุลในระหว่างคำแนะนำที่พี่ดังตฤณให้ไว้ว่า
"เน้นจิตรู้ ไม่ใช่จิตควบคุมจิต หรือจิตควบคุมกาย""
อยากคิดอะไรก็คิดไป อยากรู้สึกอย่างไรรู้สึกไปแต่หมั่นสำรวจเข้ามาเรื่อย
ๆ ว่ายังรู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกอยู่หรือเปล่า"
กับ "ไม่ขลุกขลุ่ยกับเรื่องชวนฟุ้งซ่าน เช่น ละเม็งละคร
หรือการคุยพร่ำเพรื่อเกินไป"
ซึ่งบางครั้งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความคิดที่ไม่มีสาระอะไรคล้าย ๆ
เช่นนั้น เพราะมันนั่งเฉย ๆ น่ะค่ะ เช่น เห็นผู้หญิงนั่งโงก ๆ
ก็นึกไปเรื่อยเปื่อยว่า เธอคงทำงานมาเหนื่อยน่าดูนะวันนี้.. ฯลฯ
(มีบ้างเหมือนกัน ค่ะบางทีที่ไม่มีอะไรจะคิดอยู่ในหัวจริง ๆ
ก็นั่งไปเรื่อย ๆ เฉย ๆ ) ยกเว้นช่วงที่มีอะไรต้องทำมากจริง ๆ
ก็จะนั่งคิด นั่งทำอะไรที่เกี่ยวกับงานบนรถไปด้วย
ส่วนมาก พอเริ่มต้องลงเดิน ก็จะเปลี่ยนมารับสัมผัสเท้ากระทบพื้น
และเสียงกึก กึก กึก.. ของ จังหวะที่เดินแทน เพราะเสียงมันดังชัดกระชับดี
(สับไปสับมาอย่างนี้ได้ใช่มั้ยคะ - เดี๋ยวลมหายใจ เดี๋ยวกาย เดี๋ยวจิต
เดี๋ยวกาย อย่างนี้... จะสับสนมั้ยคะ)
เหมือนเคยอ่านมาจากที่ไหนซักที่ (แถวนี้ล่ะค่ะ)
ว่าถ้าฝึกดูตัวเองจนเหมือนเกิดภาคซ้อนขึ้นมาแล้ว บางทีอะไร ๆ ที่เราทำ
ก็จะคล้าย ๆ กับตัวเราเป็นหุ่นยนต์ เป็นต่างจากสิ่งที่กำลังตามรู้
เคยนึกแบบนี้ บ่อย ๆ ตอนแปรงฟันหน้ากระจกค่ะ แปรงไป มองหน้าตัวเองไป
นึกถึงกระดูกฟันที่กำลังสีไปสีมา นึกยังไง ๆ
ก็ยังรู้สึกว่าเราเป็นเราอยู่ดี...
หรือว่ามันคงต้องใช้เวลาปลูกปัญญาให้นานกว่านี้หน่อยมั้งคะ
รู้ตัวเหมือนกันค่ะ ว่าความลังเลสงสัยยังมี บางทีเดินผ่านร้านหนังสือ
ร้านซุปเปอร์ ฯลฯ ข้างบ้าน ตาไปกระทบกับอะไรถูกตา ถูกใจเข้า
ทั้งที่ไม่ได้คิดจะแวะเลย แต่ทันเท่าความคิด ท้าวก็สาวเข้า
ร้านไปเดินหยิบโน่นหยิบนี่ดูแล้ว บางครั้ง ก็ซื้อติดมือมาด้วยซ้ำ
เคยนึกว่า ถ้าว่าตามหลักแล้ว มันควรจะเป็น "อยากก็ให้รู้ว่าอยาก"
อย่างนี้รึเปล่านะ หรือว่า พอรู้ว่า "อยาก" ว่ามันเป็นกิเลสแล้ว
เราก็ควรจะมองมันเป็นแค่สิ่งของชิ้นนึงที่ควรมักน้อย-ปล่อยวาง กันแน่
(เพราะถ้าถามว่าจำเป็น ต้องซื้อมั้ย จริง ๆ ก็แทบจะไม่มีอะไร "จำเป็น"
หรอกค่ะ นอกจากอาหาร...) ขนาดจะถามคำถาม
ยังข้ามไปข้ามมาสับสนเองเลยค่ะ... : )

ความคิดเห็นที่ 19 : (ดังตฤณ)
ตอนผมเริ่มเข้ามาดูกายดูใจ ก็นึกไปสารพัดเหมือนกันครับ
แบบเดียวกับกลางชลตอนนี้แหละ ไม่แตกต่างกันเลย ดูนั่นนิดนี่หน่อย
รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง อยากแล้วรู้ทันบ้าง
หรือรู้ทันความอยากหลังจากพรวดพราดเข้าไปหาวัตถุแห่งความอยากบ้าง
โดยมากจะเหมือนคนปกติทั่วไปทุกประการ คือไม่รู้อะไรเลย
เพราะจิตยังคุ้นเคยกับการผสมแน่นกับความคิด ความฟุ้งกระจาย
แต่อย่างน้อยที่สุด ก็เริ่มมีสิ่งที่เรียกว่า "อนุสติ"
คือนึกๆอยู่ในส่วนลึกว่าเราจะสังเกตกาย สังเกตใจ สังเกตอารมณ์
จับตัวอนิจจัง ทุกขัง อนัตตามาดู ซึ่งก็ดูได้แค่ว้อบแว้บแล้วเลือนราง
กลับกลายเป็นความฟุ้ง หรือไม่ก็นิ่งเฉยแบบชาๆ ชินๆ
ที่ตรงจุดนี้แหละ แม้ว่ายังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่อย่างน้อยก็เริ่มรู้ตัวแล้ว
ว่าตลอดวันตลอดคืนเรามีแต่ความคิดนั่นคิดนี่ สลับไปสลับมา
เดี๋ยวเหมือนรู้สติ รู้คิด รู้ผัสสะเฉพาะหน้าบ้าง เดี๋ยวก็เหมือนเหม่อลืม
หลุดหายไปในโลกของความไม่รู้เรื่องรู้ราว
มีเพียงสัญชาตญาณบอกตัวเองว่าเรากำลังมีชีวิต กำลังอยู่ในโลก
ต้องพร้อมจะโต้ตอบกับผู้คนและสถานการณ์ต่างๆ
เช่นเมื่อกลางชลนั่งอยู่ในรถโดยสาร เห็นผู้หญิงนั่งโงนไปเงนมา
ถึงใจจะไม่คิดเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น แต่ถ้าอยู่ใกล้แค่เอื้อม
แล้วเห็นเธอทำท่าจะหลุดลื่นจากเบาะลงมากองบนพื้นรถด้วยความอ่อนระทวย
ใจก็ต้องสั่งกายขยับไปรับ -- อันนี้กรณีที่มีเมตตาประจำใจ
แต่ใจก็อาจจะเปลี่ยนจากอาการว่างๆเฉยๆเป็นรอดูเธอหล่นโครมลงมา
เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องตลกดี เดี๋ยวได้หัวเราะฟันหัก –
อันนี้กรณีที่มีความหฤโหดแฝงอยู่
กล่าวมาข้างต้นเพื่อบอกว่าตอนเรายังคิดๆๆอย่างนี้
ความจริงสามารถเห็นเข้ามา
ศึกษาเข้ามาในตนเองไปพลางๆแบบไม่ปล่อยเวลาสูญเปล่า
ลองถามตัวเองไปเรื่อยๆว่าถ้าเหตุการณ์ธรรมดาๆจะพลิกไปนิดหนึ่ง
ความรู้สึกภายในของเราจะสั่งให้มีปฏิกิริยาโต้ตอบออกไปอย่างไร
ตอนที่เหตุการณ์จริงยังไม่เกิดขึ้น เราจะยังไม่มีกลไกปกป้องตัวเองมากนัก
ดังนั้นใจจึงตอบตัวเองตามจริง
ว่าเราจะมีกุศลจิตหรืออกุศลจิตตอบโต้กับโลกภายนอก
ถ้ากลางชลยังไม่มีอะไรกระทบแล้วไปพยายามดูความคิด ก็จะเหมือนที่เล่ามา
คือคล้ายกับคิดดูปุ๊บ ความคิดเก่าก็หายปั๊บ
ยังไม่ทันดูให้รู้เรื่องอะไรได้
ไม่ได้สนับสนุนให้ฟุ้งซ่านหรือช่างจินตนาการเล่น
แต่จำได้ว่าสมัยผมเริ่มปฏิบัติใหม่ๆ ใจยังดิ้นรน
ยังไม่ยอมนิ่งหรือรู้สติกับกายใจ
ทีนี้แทนที่จะไปบังคับฝืนใจให้มันเข้ามาจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมั่นคง
ซึ่งมันไม่ค่อยจะยอม ก็ใช้ความคิดธรรมดาๆนั้นแหละ สำรวจตนเองไป
ในความรู้สึกเหมือนเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรในใจนั้น
แท้จริงมีเชื้อของนิสัยประจำตัวที่พร้อมจะโต้ตอบกับโลกภายนอกอยู่
เราโต้ตอบอย่างไร ก็แสดงถึงนิสัยอย่างนั้น
เช่นเอาหลักๆแบบง่ายก่อนคือมีเมตตาหรือมีโทสะมากกว่ากัน
มีจิตเป็นทานหรือมีจิตคิดละโมบมากกว่ากัน
มีทักษะและความยืดหยุ่นคล่องแคล่วในการประสานกายใจโต้ตอบกับสิ่งเร้ารวดเร็วหรือเชื่องช้า
ลักษณะการสังเกตตัวเองแบบนี้ ผมพบว่าทำให้หลายคนสบายใจ
อย่างน้อยพวกเขาก็ยังไม่ต้องปักใจเชื่อหรือศึกษาลึกลงมาถึงแก่นศาสนา
เพราะนี่เป็นการทำความรู้จักตัวเอง ใช้ความคิดพื้นๆ
ไม่ได้ฝึกหัดอะไรพิสดารเสียก่อน รู้เข้ามาตรงๆนี่แหละ
เดินไปว่างๆก็คิดไปด้วยว่าในแต่ละขณะที่เราเห็น เราได้ยินอะไรแปลกไป
เราจะทำอย่างไร คิดไปเรื่อยๆ สนุกดี ลองแล้วจะรู้ว่าไม่ฟุ้งซ่าน
แต่ทำให้เราเห็นพฤติของจิต
ทำให้เรารู้จักตัวเองในแบบที่เหมือนเอากระจกเงาส่องให้เห็นหน้าอย่างไรอย่างนั้น
พอคิดสมมุติอะไรไปเรื่อยๆสักพักกลางชลจะเห็นว่าการเข้ามามีสติอยู่กับใจตัวเองนั้น
เบื้องต้นพื้นฐานก็คือรู้ว่ากระทบอะไรข้างนอก แล้วเกิดอะไรขึ้นข้างใน
ตรงนี้ข้ามเส้นมานิดหนึ่ง ไม่ใช่แค่ทำความรู้จักตัวเองแล้ว
ว่าจริงเป็นคนมีเมตตา มีโทสะ มีจิตเป็นทาน หรือมีจิตคิดเอามากกว่ากัน
แต่รู้เข้ามาในขณะความเกิดขึ้นของ อะไรอย่างหนึ่ง
รู้บ่อยๆโดยสักแต่นึกว่ามันเป็นแค่อะไรอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วหายไป
เกิดขึ้นแล้วหายไป จะเริ่มเห็นว่ามีลักษณะต่างๆให้ดูมากมายในสิ่งนั้นๆ
เช่นถ้าเป็นโทสะ แต่ไหนแต่ไรเราไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่ารู้สึกว่า อื๋ย
อยากจะดีดให้ซักที
แต่พอรู้โทสะโดยความเป็นอะไรอย่างหนึ่งที่ผุดขึ้นครอบงำใจ
เราจะเริ่มสังเกตสังกา ว่าในโทสะนั้น มีความร้อนกายอยู่
ในโทสะนั้นมีความคับแคบ ขัดเคือง น่าอึดอัดใจอยู่
ในโทสะนั้นมีความนึกคิดที่ดีดตัวแรงๆออกไปจากสภาพจิตปกติอยู่เหมือนอาวุธแหลมๆเด้งตัว
ในโทสะนั้นมีความรู้สึกยุติธรรมที่เราจะว้ากออกไปสักคำสองคำ
หรือถลึงตาให้เขากลัวซะหน่อย ฯลฯ
ถ้าเรารู้โทสะโดยไม่มัวมาสนใจตัวตนของเราเอง พักเดียวเราจะเก็บรายละเอียด
แง่มุมลักษณะของโทสะได้มากมาย ถ้าเก็บบ่อย ก็ยิ่งเห็นชัด
และบางทีเห็นพร้อม ทั้งอาการทางกาย ทางใจ
แรกๆจะมองไม่ออกว่ามันค่อยๆเลือนไปจากใจได้อย่างไร
(โดยเฉพาะคนเจ้าโทสะที่สามารถเก็บงำความโกรธไว้กับตัวตั้งแต่อาทิตย์ขึ้นยันตกดิน)
แต่เมื่อใจ "รู้" ความเป็นโทสะโดยสักแต่อาการ
สักแต่ก้อนอะไรร้อนๆก้อนหนึ่งกลางอก อย่างนั้นพอเห็นสักพัก
ก็จะเริ่มรู้ว่าโทสะนั้น มีจังหวะอัดแรงๆในช่วงเริ่มเกิด
พอช่วงจังหวะอัดผ่านไป
หากไม่มีความนึกคิดปรุงแต่งของเรามาเลี้ยงชีวิตมันไว้
มันก็ค่อยๆแห้งตายไปเองภายในเวลาไม่นาน ตรงนี้เป็นความรู้
เป็นความเห็นของจริงที่ปรากฏต่อหน้าต่อตา แม้ว่าไม่มีสมาธิ
ไม่เคยฝึกเดินจงกรมเลย ก็สามารถทำกันได้
พอกลางชลฝึกรู้เข้ามาในผลทางใจที่เป็นปฏิกิริยาจากสิ่งกระทบภายนอกได้สักพัก
จะเริ่มเห็นขึ้นมาว่าใจปกตินั้น
จัดการกับอารมณ์ หรือมองเห็นอารมณ์เป็นของอื่นไม่ได้ง่ายเลย ตรงนี้เอง
จึงน่าเห็นค่าของการหมั่นให้ๆๆ
ให้ทุกอย่างไม่ว่าเป็นของเล็กของน้อยที่จับต้องได้ ไม่จำเพาะว่าเป็นเงิน
ให้อภัยแบบขอสมมุติว่าเกิดมาชาตินี้เพื่อเป็นแม่พระ ให้ความรู้
ให้ธรรมเป็นทาน จนจิตเหมือนแผ่เมตตาออกไปก่อน อยากให้ก่อน
เจอคนเขาอยากได้อะไรค่อยว่ากันทีหลัง
อย่างนี้เพื่อให้จิตอยู่ในสภาพสงบลงเป็นธรรมชาติเบื้องต้น
การเริ่มภาวนานั้น เป็นการเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิต และการเปลี่ยนชีวิต
ก็ไม่ใช่เริ่มจากข้างนอก แต่เริ่มจากวิธีคิด หรือตั้งใจจะคิดอย่างไรๆ
หากจิตของกลางชลสงบเป็นธรรมชาติด้วยวิธีคิดให้จริงๆ
ก็จะรู้ว่าสามารถตามอารมณ์ หรือสังเกตอารมณ์กระทบต่างๆได้ดีขึ้น
เพราะเมื่อเกิดอารมณ์กระทบ ใจจะน้อมไปทางความอ่อนโยน เยือกเย็น
ไม่ใช่พลุ่งพล่านขึ้นเป็นความคิดโต้ตอบอย่างใดอย่างหนึ่งกับอารมณ์กระทบ
สำหรับเวลาที่ใช้ไปในการเดินขณะสวมรองเท้า
การจับรู้สึกแค่เสียงแป๊ะๆๆนั้น เป็นเรื่องดีมาก น่าสนับสนุน
อุบายของการปฏิบัติที่ฉลาดนั้น มักเริ่มจากจุดเล็กๆน้อยๆพวกนี้
แต่ถ้าหากกลางชลคิดจะเดินจงกรมจริงจังในห้อง ก็ควรถอดรองเท้า
และสังเกตเฉพาะฝ่าเท้ากระทบพื้น ก้าวปกติ เหยียบเต็มฝ่าเท้า
ด้วยเท้าที่รู้สึกอ่อนเหมือนเราสมมุติให้มันเป็นส่วนไร้กระดูก
พอใจมาจ่อกับเท้ากระทบสักพัก ก็หันมาสังเกตใจด้วย
ใจกับเท้าจะอยู่คนละมิติกัน ใจอยู่มิติบน เท้าอยู่มิติล่าง
ถ้าหากเราจับเท้าด้วยความรู้สึกสบายเป็นธรรมชาติ ใจจะเบา โล่ง
ไม่รู้สึกว่าฝืนเป็นภาระ แต่หากเราจับเท้าด้วยความเพ่งระวัง
อยากให้รู้มากเกินไป ใจจะหนัก ทึบ และฝืน ไม่สนุก
อยากเลิกไปทำอย่างอื่นมากกว่า ตรงนั้นให้รู้ตัวว่ากำลังเดินผิด
ปรับเสียใหม่ให้มีความสุข ความเพลิดเพลิน โดยใจไม่ลืมเท้า
รู้ไปเรื่อยๆจนกว่าจังหวะกระทบพื้นจะขึ้นใจ
จะเห็นว่าความรู้เท้าขึ้นใจนั้น
ช่วยให้เราเกิดสติติดตัวออกมาในชีวิตประจำวันได้เอง
ความก้าวหน้าของการปฏิบัตินั้น ให้ดูว่าเรามีความคิดน้อยลงแค่ไหน
เราเป็นอยู่ปกติรู้เข้ามาในกายใจเพียงใด
สังเกตว่าเรารู้เองเหมือนมีกำลังอยู่ตัว
หรือว่ารู้เพราะต้องฝืนใจประคองไว้ หากเดินจงกรมมากพอ
จะเหมือนมีความสงบสุข รู้ตัวขึ้นมาเองอยู่ในภายใน
ตรงนี้นับว่าเริ่มก้าวหน้า และความคิดจะไม่โดดไปโดดมาเหมือนตอนเริ่มอีก
ถัดจากขั้นที่รู้อยู่ตัวนี่แหละ ถึงค่อยเหมาะทำวิปัสสนา
รู้กายรู้ใจโดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเต็มกำลัง
ถ้าเริ่มเห็นค่าของการเดินจงกรมก็ขอให้ลองไปดูกระทู้เกี่ยวกับการเดินจงกรม
ประกอบด้วย
อ้อ... อย่าเพิ่งคิดปล่อยวางนะครับ
ยังปล่อยไม่ได้หรอก
ฝืนความรู้สึกเปล่าๆ เอาแค่อยากแล้วรู้ทันว่าอยากก่อนดีกว่า
<< Back