o       การปฎิบัตินั้น ถ้าจะป้องกันความผิดพลาด ก็ควรจับหลักให้แม่นๆว่า "เราปฎิบัติเพื่อรู้ทันกิเลสตัณหา ที่คอยแต่จะครอบงำจิตใจ ปฎิบัติไปจนจิตฉลาด พ้นจากอำนาจของกิเลสตัณหา" ไม่ใช่ปฎิบัติเพื่อสิ่งอื่น หากปฎิบัติโดยแฝงสิ่งอื่นเข้าไป เช่น ความอยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากเด่น อยากดัง อนากหลุดพ้น โอกาสพลาดก็มีสูง เพราะจิตมักจะสร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา แทนที่จะรู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง

 

o       การปฎิบัติธรรมคือการทำในสิ่งที่เคยทำ หรือจำเป็นต้องทำ แต่บวก "ความรู้ตัว" ในขณะที่ทำเข้าไปด้วยเท่านั้น สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระรูปหนึ่งว่า ท่านไม่ต้องรักษาวินัยหรือปฎิบัติข้อวัตรใดๆก็ได้ มีสติรักษาอยู่ที่จิตอย่างเดียวก็พอแล้ว

 

o       กิเลสเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ก็ต้องรู้เดี๋ยวนี้ ต้องพัฒนาจิตใจของตนเองเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่สงวนกิเลสเอาไว้ก่อน แล้วพยายามแก้ไขที่คนอื่น สิ่งอื่น

 

o       ถ้าเราเป็นทุกข์เดี๋ยวนี้ ก็ต้องลงมือหาทางออกจากทุกข์เดี๋ยวนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะกล่าวโทษว่าความทุกข์มาจากคนนั้น สิ่งนั้น เพราะแท้ที่จริงแล้ว ถ้าจิตของเรานี้ไม่ส่งออกไปหาทุกข์มาใส่ตัว ความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

 

o       "ปัญหา" เป็นสิ่งที่คู่กับชีวิต แต่ "ทุกข์" เป็นสิ่งแปลกปลอม

 

o       การแก้ทุกข์ ต้องแก้ที่ตนเอง การแก้ปัญหาต้องแก้ที่สาเหตุของมัน

 

o       อย่าเที่ยวรู้ออกไปนอก ให้รู้ปัจจุบันธรรมในกายและจิตของตน ด้วยจิตที่เป็นกลาง

 

o       บรรดาทุกข์เหล่านี้มีได้ก็เพราะมีขันธ์ทั้งห้านั่นเอง คือถ้าไม่มีกาย ก็ไม่มีความแก่เจ็บตายและความพลัดพรากเป็นต้น ถ้าไม่มีเวทนา ก็ไม่มีความเจ็บปวด ถ้าไม่มีสัญญาและสังขาร ก็ไม่มีความเศร้าโศก ถ้าไม่มีวิญญาณ กายนี้ก็เหมือนท่อนไม้ ไม่สามารถรู้อารมณ์ใดๆได้

 

o       ลำพังขันธ์แท้จริงยังไม่ใช่ตัว "ทุกข์ในอริยสัจจ์" หากแต่ต้องมีจิตเข้าไปยึดถือครอบครองขันธ์นั้น จึงจะเป็นทุกข์ได้ ท่านจึงกล่าวรวบย่อว่า ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือทุกข์

 

o       ทุกข์อริยสัจ คือตัวอุปาทานขันธ์นั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรากำหนดรู้ คือรู้เท่าที่ปรากฎเป็นจริง ท่านไม่ได้สอนให้พวกเราละความทุกข์นั้น เพราะขันธ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วด้วยกรรมเก่า สุดวิสัยที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้

 

o       สมุทัย คือตัณหานั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราละเสีย เพื่อจิตจะได้ไม่เกิดความทุกข์อันเนื่องจากความยึดถือในขันธ์

 

o       "รู้" คือสภาวะที่จิตเป็นตัวของตัวเอง มีความรู้ตัวคือสัมปชัญญะ และมีสติว่องไวรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังปรากฎทางอายตนะ

 

o       ผู้เจริญสติปัฎฐานจะเห็นขันธ์แต่ละขันธ์เกิดดับต่อเนื่องกันไปเสมอตามเหตุปัจจัย กระทั่งจิตก็ไม่ใช่ตัวตนที่ถาวร เพราะเกิดดับอยู่เสมอพร้อมกับอารมณ์

 

o       การทำลายความเห็นผิด ว่าจิตเป็นเราก็ดี

การทำลายความยึดมั่น ว่าจิตเป็นเราก็ดี

ทำไม่ได้ด้วยการคิดๆเอาว่าไม่มีตัวกู - ของกู

เพราะคิดอย่างไรก็คือ กูคิด - กูรู้ อยู่นั่นเอง

แต่ทำได้ด้วยการเจริญสติปัฎฐานให้ยิ่งๆขึ้นไปเท่านั้น

 

o       การรู้กาย เวทนา จิต ธรรม ก็เหมือนการดูเงาของจิต เมื่อดูถึงจุดหนึ่ง ก็รู้จักจิต

 

o       ในขณะที่เจริญสติสัมปชัญญะอยู่นั้น จะรู้ชัด ในทันที ว่า กาย เวทนา จิต หรือธรรมที่ถูกรู้นั้น เป็นสิ่งที่ถูกรู้ และแยกออกต่างหากจากจิต ถ้าระลึกลงในกายแล้ว ยังไม่เห็นว่ากายเป็นสิ่งถูกรู้และไม่ใช่จิต ก็แสดงว่ายังเจริญสติปัฎฐานไม่ถูกต้องเท่าที่ควรจะเป็น

 

o       การเจริญสติอย่างเดียวเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่การเจริญสัมปชัญญะอย่างเดียวทำไม่ได้ ฉะนั้นการทำสมถภาวนาอย่างเดียวกระทำได้ เพราะเหตุใด? เพราะการเจริญสติโดยระลึกรู้อารมณ์กระทำได้ แม้ในขณะที่จิตหลงเพลินอยู่กับอารมณ์กรรมฐานนั้น ส่วนการเจริญสัมปชัญญะคือการเจริญความไม่หลงของจิตนั้น

 

o       หลักการเจริญสมถภาวนา คือการรู้อารมณ์อันใดอันหนึ่งโดยต่อเนื่อง เมื่อจิตจะรวมลงเป็นสมถะนั้น จิตย่อมปราศจากความตั้งใจที่จะให้จติสงบ หากมีความอยากให้จิตสงบแม้เพียงเล็กน้อย จิตจะไม่สงบเลย

 

o       ฌานเป็นที่พักของจิต แต่เป็นที่พักที่ไม่เกื้อกูลต่อปัญญา ต่างจากสมาธิซึ่งก็รู้อารมณ์อันเดียวกับฌานนั่นเอง แต่สมาธิประกอบไปด้วยสัมปชัญญะคือความรู้ตัว เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการเจริญวิปัสสนา ควบคู่กับสติ

 

o       ความพร้อมของจิตที่จะเจริญสติปัฏฐาน

ในขณะที่ระลึกรู้ กาย เวทนา จิต หรือธรรมนั้น ท่านสอนให้มี ตบะ คือความเพียรเผาผลาญกิเลสให้เร่าร้อน ท่านสอนให้มี สัมปชัญญะ คือความรู้ตัว ท่านสอนให้มี สติ คือความระลึกได้ถึงอารมณ์ที่กำลังปรากฏ และสอนให้กำจัดความยินดียินร้ายในโลก

 

ตบะ = ความเพียรเผาผลาญกิเลสหมายความว่า ให้มีขันติคือความอดกลั้นเป็นตบธรรมแผดเผากิเลส ต้องต่อสู้กับกิเลสนานาชนิด

 

สัมปชัญญะ = สติเป็นเครื่องระลึกรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ ส่วนสัมปชัญญะความรู้ตัวนั้น ก็จะรู้อยู่ที่จิตผู้รู้ของตนเอง เพราะไม่มีสิ่งใดถูกยึดและเห็นว่าเป็นเรา