ถ้าเหลือแต่ใจที่เสมอกับธรรมชาติ
เลิกดิ้นรน เลิกเป็นเชื้อไฟอย่างสิ้นเชิง
คนเราเป็นสุขได้ยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์เสียอีก
เพราะบนสวรรค์อาจมีความน่าขัดใจ จัดเป็นทุกข์ทางใจชนิดหนึ่ง
การดับทุกข์อย่างสนิทเป็นประโยชน์ในปัจจุบัน
พิสูจน์ได้ก่อนตาย เชื่อได้สนิทใจเดี๋ยวนี้
ต่างจากโลกหน้า ที่ต้องตายเสียก่อนถึงรู้ว่าเรื่องกุหรือของจริง
(บทที่ ๑)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"คนเราหวงทุกข์ ทั้งรู้ว่าทุกข์เกิดขึ้น
ก็ยังทู่ซี้จะรักษาเอาไว้"
(บทที่ ๑)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ปู่ว่าแทนที่แกจะมานั่งสงสัยประวัติของพระองค์หรือวิธีค้นพบของพระองค์
ก็น่าจะลองหาทางพิสูจน์เหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า
อี เท่ากับ เอ็มซีกำลังสอง
เป็นความจริงหรือเปล่า
สูตรของพระพุทธองค์คือมรรคแปดประชุมพร้อมกันสี่ครั้ง
เท่ากับภาวะดับทุกข์และกองกิเลสอย่างถาวร
(บทที่ ๔)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"การเดินทางไปในสังสารวัฏน่ะ ไม่มีใครชั่วจริงตลอดไป
ไม่มีใครดีทนตลอดกาล
ดีชั่วเพราะตัวกิเลสและความไม่รู้บันดาลทั้งนั้น
เมื่อทำดีไว้มาก พอเสวยกุศลวิบากเข้าก็เหลิงอำนาจบุญ
ถูกกิเลสยุให้ทำชั่วสารพัดโดยอาศัยบารมีเก่านั่นเอง
เอ็งเห็นกี่คนที่ใช้วิบากด้านดีเช่นความร่ำรวย ความมีอำนาจ ความมีรูปงาม
หรือแค่กระทั่งความเป็นมนุษย์ เพื่อใช้ในการต่อบุญให้ตัวเอง
มันก็ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ทำสิ่งที่อยากทำเฉพาะหน้ากันทั้งนั้น
จะเป็นพระโพธิสัตว์หรือสังสารสัตว์ธรรมดาก็เถอะ
(บทที่ ๑๒)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"จิตที่ดูโปร่งว่างไม่ใช่จิตสิ้นกิเลส..."
(บทที่ ๑๔)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"ถึงวันนี้ผมเข้าใจอยู่อย่างว่า การสูญเสียเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร
ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีอะไรจากเราไปตลอดกาล
ถ้าคลี่เวลาออกเป็นเส้นตรงและสามารถเห็นได้จริงทั้งอดีต ปัจจุบัน
อนาคตพร้อมกัน
เราคงเห็นตัวเองได้ของรักแล้วเสียของรัก หัวเราะแล้วร้องไห้
พบแล้วพลัดพราก ย้อนเวียนกลับไปกลับมา สลับกันเป็นสายโซ่ยืดยาว"
(บทที่ ๑๔)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"ดิฉันจำคำหลวงตาท่านได้ขึ้นใจอยู่คำหนึ่ง
คือเป็นชาวพุทธชั้นเลิศนั้น ใช่ว่าวัดกันที่ความผ่องใสของหน้าตา
ทำบุญมากน้อย นั่งสมาธิสำเร็จฌาน
หรือกระทั่งเข้าถึงวิปัสสนาญาณรู้เห็นธาตุธรรมสูงส่งเท่าไหร่
แต่วัดกันง่ายๆว่าทำใจตัด ทำใจละวางได้แค่ไหน เสมอต้นเสมอปลายเพียงใด
(บทที่ ๑๔)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ครั้งหนึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชเคยตรัสถามพระโมคคัลลีบุตรผู้เป็นอรหันต์
ว่ากรรมดีและกรรมชั่วลบล้างกันได้หรือไม่
พระมหาเถระทูลตอบโดยจับเค้าจาก โลณกสูตร ซึ่งพระพุทธองค์เคยเทศน์โปรดไว้
คือถ้าแทนคำว่า ลบล้าง ด้วย ละลาย จะฟังง่ายขึ้น
ความดีสามารถละลายความชั่วให้จางหายได้
เช่นเดียวกับที่นำเกลือกำมือหนึ่งใส่ลงไปในอ่างที่มีน้ำปริมาณน้อย
เราจะเห็นว่าน้ำในอ่างนั้นมีรสเค็มอยู่
แต่เมื่อเติมน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเค็มนั้นจะจางลงทุกที
กระทั่งหายไปไม่เหลือรสเค็มเลย โดยเฉพาะเมื่อปริมาณของน้ำนั้นมากเหลือเกิน
ทั้งที่จริงเกลือก็ยังคงอยู่ในอ่างไม่ระเหยหายไปไหน
อย่างนี้ท่านเรียกทำกรรมชั่วให้อยู่ในสภาพ มีเหมือนไม่มี
นั่นเอง
(บทที่ ๑๔)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"เรื่องไม่คาดฝันมีอยู่มากมาย จะร้ายหรือดีล้วนปรากฏเหมือนความบังเอิญ
แต่น้อยคนจะรู้ว่าเหตุการณ์ที่มีผลกระทบกับวิถีชีวิตอย่างแรงนั้น
ที่แท้เป็นวิบากกรรมอันมีจริง เห็นได้จริง ไม่มีเรื่องใดบังเอิญเลย
จะเป็นเวลาไหน โยงใยกับใคร กรรมเป็นผู้คัดเลือกทั้งสิ้น"
(บทที่ ๒๑)
. . . . . . . .
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"กระแสทุกข์ของสังสารวัฏเชี่ยวกรากนัก
เหมือนมีแรงปรารถนาให้ส่ำสัตว์เวียนว่ายไปชั่วอนันตกาล
เห็นแล้วลืม ลืมก็คือไม่รู้ ไม่รู้แล้วก่อร่างสร้างชาติ
แต่ละชาติก็รู้คิดแค่เท่าที่ตาเห็น
เป็นอยู่ได้แค่เท่าที่กำเนิดอำนวย ฉวยได้แค่ความสุขเท่าไอน้ำที่มากับลมแล้ง
เกาะมือแล้วระเหยหายไปอย่างรวดเร็ว ย่ำลุยขี้เยี่ยวของตนเองในบั้นปลาย
จึงค่อยสำนึกว่าในวัยต้นชีวิตถูกหลอกให้หลงรูป หลงเสียง
ปิดบังความแก่ ความเจ็บ ความตายที่ปรากฏทนโท่รอบตัว
ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะมาถึงตน"
(บทที่ ๒๒)
. . . . . . . .
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ขอแค่จำคำแอ้ไว้ แรงอโหสิและเมตตาจะทำให้เธอเป็นผู้ชนะที่แท้จริง
(บทที่ ๒๕)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"ใช่แล้วจ้ะ
เราทุกคนครึ่งดีครึ่งร้ายกันตามธรรมชาติ
แต่ธรรมชาติก็ให้เรารู้อยู่ในใจตอนทำอะไรสักอย่าง ว่ามันดีหรือร้าย
แล้วธรรมชาติก็อนุญาตให้เราเลือกได้ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน
ไม่จำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลยเสมอไป
หากเรา หวัง หรือ อยาก เป็นคนดี
นั่นแปลว่ามีความตั้งใจดักเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า
ถ้ามาอย่างนี้ เราจะโต้ตอบอย่างนั้น
การกำหนดใจไว้ล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญมาก
มันจะทำให้เราไม่ลังเลเมื่อถึงเวลาจริง
ทุกอย่างจะเป็นไปเองเหมือนโปรแกรมที่ตั้งไว้อัตโนมัติ
ครูอยากให้คิดกันว่าโลกนี้มีเธอเป็นสมาชิกอยู่คนหนึ่ง
เป็นสมาชิกที่สามารถตัดสินใจก่อผลกระทบดีร้ายตราบเท่าที่ยังไม่สิ้นชีพ
ถ้าหากพื้นฐานความคิดของเธอดี เช่นตั้งใจไว้ก่อนว่าถึงอย่างไรก็จะไม่โกหก
มันจะเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตที่น่าชม ถึงแม้วันหน้าเธอจะพบกับสถานการณ์ยุ่งยากซับซ้อน
ยากที่จะพูดอะไรตรงไปตรงมา เธอก็คงรู้ว่าควรพูดแค่ไหนโลกถึงจะไม่ช้ำ
ธรรมถึงจะไม่ขุ่น"
(บทที่ ๒๕)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"อันตรายของสังสารวัฏใหญ่หลวงก็ด้วยเหตุนี้
ตายแล้วไม่มีอะไรประกันเลยว่าเกิดใหม่จะเป็นอย่างไร คิดอย่างไร
แม้เคยดีแสนดี หรือความรู้ท่วมหัวท่วมหูขนาดไหนก็ตาม
ต่อเมื่อถึงโสดาปัตติผลขึ้นไปแล้ว จึงชื่อว่าปลอดภัย
แม้ยังต้องเดินทางอีก ก็จะไหลไปตามกระแส
ลอยตัวถึงฝั่งนิพพานจนได้ ไม่หลงลงต่ำอีกเลย"
(บทที่ ๒๖)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
การนุ่งเหลืองห่มเหลืองเป็นเพียงเปลือกนอก
การปฏิบัติจิตให้เกิดความโน้มเอียงเข้าสู่มรรคผลแบบพระสำคัญกว่า
พูดง่าย ๆ การปฏิบัตินั้นอยู่ที่เครื่องห่อหุ้มจิต
ไม่อยู่ที่เครื่องห่อหุ้มกาย
(บทที่ ๒๖)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"อีกปัจจัยที่สำคัญคือพลังในการอนุโมทนาอันแรงกล้า
เขาเป็นผู้มีความยินดีกับโชควาสนาของคนอื่นเสมอ
เพียงอ่านเรื่องของท่านพาหิยะ ทราบว่าท่านรีบรุดเดินทางไกลจนได้พบพระพุทธองค์
ก็ปลาบปลื้มปรีดาถึงขีดเดียวกับท่าน
จิตสำคัญว่าตนอุตสาหะเหนื่อยยากจนได้มาเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์ไปด้วย
นี่คืออานิสงส์ของความเป็นผู้ปกติมีใจอนุโมทนา
ยินดีกับลาภ ความสำเร็จ และความสมหวังของผู้อื่นจนฝังในกมลนิสัย
หัดดีๆแล้วไม่ต้องลงทุนลงแรงเหมือนคนอื่นก็ได้บุญเท่าคนอื่นสบายๆ
ใครหาว่าเอาเปรียบก็ไม่ได้ด้วย เช่นเขานั่งกับที่แท้ๆ
ไม่ได้เหนื่อยยากเช่นท่านพาหิยะ
กลับได้ส่วนบุญใกล้เคียงกันเพราะจิตนึกตามความตั้งใจจริงและอนุโมทนาร่วมไป
ชนิดที่เรียกว่าถ้าไปแทนท่านพาหิยะ ณ เวลาและสถานที่เดียวกันได้
เขาก็จะทำเช่นเดียวกับท่านทีเดียว"
(บทที่ ๒๖)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ลักษณะหนึ่งของผู้เข้าทางตรง ดูได้จากพฤติกรรมภายใน
นั่นคือสติจะถูกดึงกลับเข้าที่อยู่ตลอดเวลา หายไปได้ก็กลับมาใหม่ได้
ใฝ่ใจอยู่แต่การทำความรู้ ทำการพิจารณาธรรมให้เกิดขึ้นไม่เลิกรา
หากปราศจากพฤติกรรมภายในดังกล่าวนี้แล้ว ก็จัดว่ายังไม่เข้าทางตรงแท้
ถึงแม้เคยอ่าน เคยฟัง เคยพูด หรือกระทั่งหยั่งรู้มาเท่าไหร่ๆ
ก็ให้ถือเป็นแค่ มีเชื้อ ของผู้ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
พ้นภัยสังสารวัฏร้ายเท่านั้น
(บทที่ ๒๖)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ตัวอยากได้ดีในระหว่างการปฏิบัตินี้เอง
ที่แท้เป็นด่านขวางการปฏิบัติมิให้ก้าวหน้า
แทนที่จะเขยิบใกล้นิพพานเข้าไปกลับยิ่งดึงตัวเองห่างออกมาแทน
(บทที่ ๒๖)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"อย่างที่หล่อนเคยคิดจนปลงใจชัดมาแล้ว
และนึกเข้าใจซ้ำอีกทีว่าการระลึกชาติเป็นไปได้หลายแบบ
ถ้าเข้าทางปัญญาก็อาจเป็นคุณในแง่ความเห็นภัยการเกิดตายอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่
ถ้าเข้าทางโมหะก็อาจเป็นโทษในแง่ความยึดมั่นถือมั่นไม่รู้จบรู้สิ้น
ทั้งที่จบจากความเป็นเช่นนั้นไปแล้ว คลี่คลายมาสู่ความเป็นเช่นนี้แล้ว
ก็ยังอุตส่าห์แบกของเดิมไว้ในใจอยู่ได้"
(บทที่ ๒๗)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"อุปมาจิตคิดร้าย ดังกา
คิดดีงามเลิศฟ้า พญาหงส์
สักแต่เรียงโบกบินร่า ครู่หนึ่ง
สลายตัว
แลชุมกลับวายโล่ง อนาถแท้อนัตตา"
(บทที่ ๒๗)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"กิเลสไม่ได้อยู่ที่โลก
แต่อยู่ที่วิธีมองของเรา"
(บทที่ ๒๗)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
คุณมติครับ เราจะพยายามบรรลุมรรคผลกันไปทำไม?
มตินิ่งอยู่ในอาการสมาธิอึดใจหนึ่ง ตัวคำตอบก็ผุดขึ้นในหัว
เบนคำถามเป็นอย่างนี้ดีกว่าครับ เราจะละกิเลสไปทำไม
เพราะการบรรลุมรรคผลที่แท้ไม่ใช่เพื่อความสูงส่งหรือหวังสมบัติสวรรค์ชั้นไหน
แต่เป็นไปเพื่อดับกิเลส ทำลายกิเลสนั่นเอง
หัวใจของพุทธศาสนาคือเห็นกิเลสเป็นตัวก่อทุกข์ ก่อความเร่าร้อนขึ้นในใจ
ฉะนั้นดับกิเลสก็คือดับต้นเหตุของทุกข์"
(บทที่ ๒๗)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"คำว่า ไม่ใช่ นั้นขยับปากพูดกันแค่สองพยางค์
น่าจะง่ายแสนง่าย
แต่สำหรับผู้มีจิตเป็นวิสุทธิ์ศีล ซึ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหลังเข้ากระแสนิพพาน
การขยับปากเพื่อพูดสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นตรงข้ามกับจริง
แม้เพียงสองพยางค์นั้น
ก็เหมือนต้องออกแรงง้างขากรรไกรเป็นสิบเท่าเพื่อให้เผยอ
ความยากไม่ได้อยู่ที่ฝืนปาก แต่เป็นที่ฝืนใจต่างหาก
คนธรรมดาอับอายที่จะแก้ผ้าเดินกลางถนนปานใด
ผู้มีดวงตาเห็นธรรมก็ละอายที่จะกล่าวเท็จปานนั้น"
(บทที่ ๒๘)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"มตินิ่งซึม แพตรีนึกสะใจขึ้นมาขณะจิตหนึ่งประสาคนที่ยังรกด้วยกิเลสในส่วนลึก
เหมือนได้ที่ลงเพื่อระบายความคับแค้นออกมาเสียบ้าง ทว่าวูบเดียวก็สำนึกผิด
ด้วยเห็นชัดว่าพฤติกรรมด้านลบถ่ายทอดถึงกันอย่างที่เรียก ติดเชื้อร้าย
ได้อย่างไร
หากปราศจากสติและความมั่นคงในตนเองแล้ว
คนเรารับเชื้อร้ายจากบุคคลแวดล้อมเข้ามาเท่าไหร่ก็ยิ่งร้ายขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น"
(บทที่ ๒๘)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
"รักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่านั้นคือกิเลส
กิเลสมากก็ทุกข์มาก กิเลสน้อยก็ทุกข์น้อย
สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่าที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์"
(บทที่ ๒๘)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
. . . . . . . . .