ความเหงา
คืออาการที่จิตอยากรู้จักตัวจิตเอง
คนเรามีอายตนะ(เครื่องดึงดูด) เอาไว้ดึงดูดให้ส่งจิตออกนอก ส่งออกนอกคือ
ขาดความรู้ตัว เพราะไปรู้ข้างนอก คือนอกจิต
มีตาไว้ดูรูปข้างนอก
มีหูไว้ฟังเสียงข้างนอก
มีจมูกไว้ดมกลิ่นจากข้างนอก
มีลิ้นไว้รับรสจากข้างนอก
มีกายไว้รับสัมผัสติดต่อกับภายนอก
มีใจไว้ติดต่อรับสัมผัสจากกายและคิดปรุง
จะเห็นว่า ที่ขาดไป ไม่เคยดู ไม่เคยรู้ หรือรู้ก็มัวๆ หลงๆ
ไม่ชัดเจนก็คือภายในจิตเองที่จิตพยายามจะเชื่อและสร้างเหตุต่างๆมาเสริมว่าจิตนั้นคือ
"เรา"
ความเหงาเกิดขึ้นเพราะจิตทะยานอยาก อยากรู้จักตัวจิตเอง
ด้วยเหตุที่คนไม่เคยมองตนเอง ไม่เคยรู้จักตนเองอย่างแท้จริง
ไม่เคยเห็นว่าตัวตนของเราอยู่ไหน เป็นอย่างไร
วันๆใช้อายตนะมองเพียงภาพสะท้อน
มีตาเห็นคนมองเรา ยืนยันว่าเรามีัตัวตน ยืนยันว่าเรามีอยู่
จึงมองเห็นภาพได้ มีหูฟังคนทักทายเรา เพื่อยืนยันว่ามีเรา เรามีตัวตน
มีความสำคัญ มีจมูกดมกลิ่นเพื่อยืนยันความเป็นเรา
มีลิ้นชิมรสรับรสเพื่อยืนยันว่าเรามีเรา
มีกายใช้ประกอบกรรมต่างๆเพื่อยืนยันความเป็นเราและรับสัมผัสเพื่อยืนยันว่าเรามีตัวตน
ใครไม่ทัก - โกรธ
ใครพูดอะไรที่แปลความหมายไปในเชิงว่า เราไม่สำคัญ เราไม่มีตัวตน
เรามีความสำคัญน้อยลง เราผิด เราเลว - โกรธ
ผู้น้อยเดินผ่านผู้ใหญ่ ไม่ก้มหลัง ไม่ให้ความเคารพ ผู้ใหญ่โกรธ เกิดโทสะ
เพราะความเหงา เพราะความไม่รู้จักตนเอง
ต้องให้ผู้อื่นมาแสดงว่าผู้ใหญ่นั้นยังมีตัวตน ซึ่งถ้ารู้ทันโทสะนั้น
เห็นว่าโทสะนั้นเป็นเพียงสภาวะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่
และจะดับไปถ้าไม่เลี้ยงเอาไว้ โทสะก็จะเป็นเพียงเหมือนลมพัด
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จิตไม่ส่งออกไปรวมกับโทสะนั้นจนกลายเป็น
จิต(ที่ยังเห็นว่าจิตเป็นเรา)โกรธ ซึ่งก็เท่ากับคนผู้นั้นโกรธนั่นเอง
จิตจะมีโทสะ ก็ต้องมีราคะ หรือความยึดกับรูป รส กลิ่น เสียง
หรือสัมผัสที่น่าพึงใจ ความกลัวจะไม่ได้เสพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
หรือกลัวที่จะเสียไปซึ่งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทำให้เกิดโทสะ
ที่จิตมีราคะ เพราะมีโมหะ (หลง)
คือหลงว่าราคะนั้นเป็นสิ่งพิสูจน์ความมีตัวตน
พุทธศาสนาสอนให้ทำสติ (รู้) อย่างต่อเนื่อง (สัมปชัญญะ)
เพื่อเข้าถึงความรู้ รู้คือรู้ตัว เมื่อรู้ตัว
ก็ดับความเหงา(ความอยากรู้จักตัวเอง) ลงได้ จิตที่เกิดความรู้จักตนเอง
จึงไม่เหงา เมื่อไม่เหงา ก็ไม่ต้องพิสูจน์ หรือถ้าเริ่มมีสติรู้ตัว
เริ่มรู้จักตนเอง แม้จะหลงไปบ้าง เกิดโมหะบ้าง เกิดราคะบ้าง
หรือถ้าหลง(ขาดสติ) มากหน่อย เกิดโทสะบ้าง ก็จะปล่อยลง วางลงได้รวดเร็ว
ไม่ผูกใจ ไม่เลี้ยงไว้ด้วยเห็นผิดว่าโทสะ ราคะและโมหะนั้นเป็นของดี
เมื่อใช้จิตย้อนมาทำความรู้จักตัวจิตที่มีอวิชชา(ความไม่รู้)บดบังไว้จนเกิดความเข้าใจผิดอยู่ว่าจิตคือเรา
จนเกิดความเห็นชัด(ญาณ) ดังคำว่า "จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง" ที่เป็นมรรค
(ทาง)
ซึ่งก็คือทางไปสู่การตื่นขึ้นจากความหลงสู่ความรู้ที่เป็นกลางอย่างแท้จริง
เพื่อการขาดลงของความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) และการขาดลงของสีลพตปรามาส
อันทำให้สักกายทิฏฐิไม่สามารถตั้งอยู่ได้อีกต่อไป
จึงเป็นการขาดลงของสังโยชน์(กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ไว้กับการเวียนว่ายตายเกิด)เบื้องต่ำ
ที่หมดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย ขาดจากความเห็นผิดว่าการถือศีลพรต
เช่นการอดเนื้อ ทรมานตนเอง
หรือการเข้าฌานสมาบัติเพียงอย่างเดียวจะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์
ขาดจากความเห็นผิดว่าจิตคือเรา (สักกายทิฏฐิ) อันเรียกโดยย่อว่า
โสดาบัน ที่มีความหมายว่า ผู้ยังมีความอาลัย
เมื่อพระโสดาบันได้นำจิตไปทำความรู้จักกับจิตให้ชัดขึ้นจนแจ่มแจ้งขึ้นอีก
ก็จะทำให้เกิดปัญญา(ความรู้แจ้ง รู้แบบหมดสงสัย)
ในสิ่งที่ละเอียดยิ่งๆขึ้นไปตามลำดับ จนสังโยชน์ลำดับที่ 4 และ 5
เบาบางลง จนกลายเป็น พระสกิทาคามี (ผู้กลับมาอีกหนึ่งครั้ง
หมายถึงผู้ที่จะกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในโลกอีกไม่เกิน 1 ครั้ง)
ที่เมื่อมีการภาวนา จนเห็นชัดขึ้นไปอีก ก็จะขาดจากสังโยชน์ 4 และ 5
ที่ทำให้ต้องมาเกิดในโลก ที่เรียกว่า อนาคามี หรือ "ผู้ไม่กลับมา"
ที่เมื่อตายจากโลกมนุษย์นี้ไป จะไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีก
แต่จะไปเกิดในพรหมโลกแทนเพื่อบำเพ็ญภาวนาต่อ
จนสังโยชน์เบื้องสูงที่เหลืออีก 5 ข้อขาดลงจนหมด
ขจัดอวิชชาหมดไปจากจิตอย่างสิ้นเชิง ที่เรียกว่า อรหันต์ หรือ
"ผู้ไม่หันหลังกลับ"
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์นั้น ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

จิตที่มีอวิชชา(ความไม่รู้)ครอบงำ เข้าใจผิดว่าตัวตนมี
จึงพยายามพิสูจน์ว่าจิตนั้นเป็นตัวเป็นตน
อันให้ผลออกมาเป็นสภาวะที่เรียกกันว่า ความเหงา
คนที่ยังไม่เรียนรู้การมองข้างในนั้น รู้เรื่องข้างนอกจิตชัดเท่าใดก็ตาม
เก่งกาจในทางโลกเท่าใดก็ตาม เป็นด็อกเตอร์ ชายงาม นางงาม
หรือมีสมมุติฐานะชั้นทางสังคมสูงเพียงใด ตราบเท่าที่ยังไม่ "รู้ตัว"
ก็ยังมีความเหงาปรากฏได้ ด้วยเหตุว่า แม้จะรู้ทุกอย่างข้างนอก
แต่ก็มีอยู่บริเวณเดียวที่ยังมืดบอดอยู่ ซึ่งก็คือ "ความเป็นเรา" หรือ
"ตัว" นี่เอง
จิตที่รู้ตัว ความเหงาจะบรรเทาเบาบางลง ยิ่งรู้ได้ต่อเนื่องจนถึงระดับที่
"ตื่น" จะเกิดความเบิกบาน ดังความหมายของคำว่า "พุทธ"

ทำไมคนชอบเหงาตอนฝนตก
สรุปที่ผมแสดงสิ่งที่เห็นไว้เกี่ยวกับความเหงาอย่างสั้นที่สุดก็คือ
เป็นอาการอยากรู้จักตนเอง เพราะไม่เคยมองตนเองครับ มองออกแต่ข้างนอก
ก็เลยหาความเป็นตัวเราไม่พบ
เพียงย้อนมารู้ตัว (มีสติ) ความเหงาก็จะหายไปแล้วครับ
สรุปเรื่องแรกคือ สายฝนเปรียบเทียบหรือทำให้ระลึกถึงความเศร้า ร้องไห้
ผมเข้าใจถูกรึเปล่าครับ
พอเศร้าแล้วก็เลยเกิดอาการเหงามากเป็นพิเศษ
ทิ้งท้ายไว้หน่อย เมื่อคืนผมเล่นเปียโนแบบมีสติ ต้องเรียนว่าจืดชืดมาก
เห็นนิ้วเคลื่อนไหวไปอย่างนั้นเองตามสัญญา อารมณ์ไม่เคลิ้มไปกับเพลงเลย
ตามประสาผู้ยังรักความสุข เกลียดความทุกข์ ก็ระบุได้คำเดียวครับ
จืดชืดมาก (ขอบอก!)
ได้ทดลองขืน(ใจตัวเอง-ฮ่าๆๆ)
ทำใจให้เคลิ้มไปกับเนื้อความและทำนองเพลง ก็ไปได้ราว 3-4 วินาที
ก็กลับมารู้ตัวเป็นกลางอีก
ราวห้าปีก่อน น้องคนหนึ่งที่เรียนอบรมทางทหาร(กห.81)
รุ่นเดียวกับป็อป(อารียา)
เอารูปที่ถ่ายระหว่างการฝึก(เต็มลังใหญ่)มาให้ผมช่วยสแกนทำหนังสือรุ่นของพวกเขา
เขาเห็นรูปหนึ่งที่ถ่ายลานฝึกที่ ศฝ.รด.เป็นลานโล่งๆ มีต้นไม้
มีใบไม้แห้งอยู่ในลานอยู่พอควร ไม่มีคนเลย เขาก็เห็นรูปแล้วก็ร้องว่า
"เหงาจัง" ที่ผมหัวเราะเขาแล้วบอกว่า เนี่ยะ ความเห็นของคนนี่มัน project
สิ่งที่อยู่ในใจแต่ละคนออกมาได้ดีจังนะ เขาถามว่าทำไมล่ะ ผมบอกเขาว่า
เห็นรูปนั้น ผมระลึกถึงความสงบ พอใจในความสงบ แต่เขานึกถึงความเหงา
เขาก็เลยยิ้มเขินๆ เพราะผมมักจะเตือนให้เขามองดูตนเองอยู่บ่อยๆ
เมื่อรู้จักตัวเองแล้ว ก็ไม่ต้องพิสูจน์ ไม่ต้องให้ใครมาบอกแล้ว
เล่าไว้เผื่อใครจะนำไปใช้เตือนตนเองได้ครับ
ว่าคนเราที่เคยชินที่จะมองออกข้างนอก
มักจะเผลอส่งออกไปมองภาพตนเองที่สะท้อนผ่านทางอายตนะตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจเพื่อดับความเหงา เพื่อจะได้รู้ว่าเรามีตัวตนอยู่เสมอ
ครูบาอาจารย์ท่านจึงได้บอกให้ศิษย์ทั้งหลายเฝ้าระวังให้ดี
มีอินทรีย์สังวร ตลอดไปจนปริศนาธรรมลิงปิดตา ปิดหู ปิดปาก ปิดจมูก
เป็นต้น
<< Back