o ตามกฎวิทยาศาสตร์นี่เขาว่าถ้าเราเอาหัวโขกผนังแรงเท่าไหร่ ก็จะเท่ากับเอาผนังมาโขกหัวเราแรงเท่านั้น กฎแห่งกรรมก็คล้ายกันอยู่บ้าง เราขว้างบุญบาปออกไปใส่ใคร ก็จะมีผลสะท้อนดีร้ายขว้างกลับมาใส่เราด้วย เพียงแต่อาจจะหนักเบาไม่เท่ากับที่เราขว้างออกไป เหมือนคนถูกขว้างเป็นกำแพงที่มีอำนาจสะท้อนต่างกัน ขว้างโดนคนบุญมากก็เหมือนเจอกำแพงศักดิ์สิทธิ์สะท้อนกลับมาปะทะเราหนักหน่วงขึ้นกว่าเดิม ขว้างโดนคนบุญน้อยก็เหมือนเจอกำแพงกระจอกสะท้อนกลับมาปะทะเราอ่อนๆ หนูประพฤติตนมีศีลมีสัตย์ ไม่กลั่นแกล้งหรือจองเวรใคร ก็จัดเป็นกำแพงที่มีแรงสะท้อนค่อนข้างสูง พูดง่ายๆสมมุติว่าเขาตั้งใจทำให้หนูทุกข์เพียงคนเดียวด้วยการทำข้อมูลเสียหายบางส่วน ก็อาจรับผลคืนเป็นความเสียหายของข้อมูลในเครื่องทั้งหมดได้แล้ว
o หนูเคยได้ยินว่ากรรมชั่วใดก็ตาม ถ้าทำด้วยใจหนักแน่นโดยไม่ตระหนักว่าเป็นบาป จะมีผลรุนแรงที่สุดใช่ไหมคะ? ใช่! ทางพระท่านเปรียบเหมือนจับถ่านร้อนโดยไม่รู้ว่าร้อน ก็จะฉวยขึ้นกำแน่น ทำให้พุพองได้มาก ต่างจากคนที่รู้ว่าถ่านร้อน ถึงจำใจกำก็หลวมๆ เนื้อหนังไหม้พองน้อยกว่า
o สัตว์ที่ถูกมนุษย์เลี้ยงอย่างใกล้ชิดจะมีสิทธิ์พัฒนาจิตวิญญาณให้สูงส่งขึ้นไ ด้ไม่ยากหรอก เจ้าของเป็นอย่างไร มันก็ซึมซับมาอย่างนั้น สัมผัสทะนุถนอมของคนมีศีลสัตย์จะช่วยให้คลื่นจิตของมันสงบ อ่อนโยน ยิ่งหนูพูดและทำกับมันด้วยข่ายคลื่นธรรมะมากขึ้นเท่าไหร่ ก็พลอยเหนี่ยวนำให้จิตของมันคล้อยตามกระแสธรรมะไปด้วยมากขึ้นเท่านั้น
o ไฟร้อนมีอำนาจเผาผลาญ ระเบิดเวลามีอำนาจทำลาย แต่กรรมชั่วมีอำนาจเผาผลาญและทำลายสมบัติต่างๆในชีวิตผู้ก่อกรรมโดยไม่จำเป็นต้องใช้ไฟร้อนหรือระเบิดเวลาใดๆ...
o อกุศลกรรมที่ทุกคนก่อไว้ ไม่ต้องการพื้นที่จัดเก็บ ไม่ต้องอาศัยสิงสู่อยู่ในกายเรา ไม่ต้องแทรกตัวอยู่ในอากาศ แต่เหมือนเงามืดไร้ตนที่สามารถติดตามจิตวิญญาณเราไปทุกหนแห่ง ประดุจศัตรูผู้คอยจดจ้องเล่นงานกันในจังหวะโอกาสเหมาะ
o เราก่อกรรมได้พิสดารเหลือแสน และวิบากกรรมก็ปรากฏแสดงได้หลากหลายเหลือคณานับ ทั้งแบบตรงไปตรงมาเหมือนกับที่เราทำ และทั้งแบบอ้อมๆคล้ายไม่เกี่ยวเนื่องกันกับที่เราทำลงไปเลย อีกทั้งการให้ผลก็ไม่เรียงลำดับแน่นอนเหมือนตอนเราเข้าคิวชมมหรสพ
o ไม่มีใครสามารถรู้กฎแห่งกรรมได้ละเอียดเหมือนพระพุทธเจ้า รู้แต่ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผู้สั่งสมบุญย่อมเสวยสุขกับการลอยคอในทะเลบุญ ผู้สั่งสมบาปย่อมเสวยทุกข์กับการจมปลักในหล่มบาป ตัวเราย่อมรู้ความจริงนี้อยู่แก่ใจ ไม่จำเป็นต้องให้ใครยืนยันว่าทำบุญเป็นสุข ทำบาปเป็นทุกข์ ความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลาย่อมชัดเจนพอ เว้นแต่จะไม่ใส่ใจสังเกต
o หลายบางครั้งบุญกับบาปอาจไม่ปรากฏเป็นแสงสว่างหรือความมืดทึบตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในขณะที่ต้องตัดสินใจเลือกก่อกรรมอะไรสักอย่าง สถานการณ์บีบคั้นเฉพาะหน้าอาจทำให้เรามึนงงว่าเส้นคั่นแบ่งระหว่างความดีกับ ความชั่วอยู่ที่ตรงไหน และการกระทำซ้ำๆจนเคยชินเป็นนิสัยก็มักทำให้เราเข้าข้างตัวเองว่าอย่างนี้ไม ่ผิด อย่างนี้ไม่ใช่ความเลว อย่างนี้ไม่น่ารังเกียจ หากปราศจากการไตร่ตรองด้วยปัญญาแล้ว คนเราอาจหลงเห็นกงจักรเป็นดอกบัวได้ง่ายๆ เพียงเพราะไม่เคยเห็นเปรียบเทียบให้ชัดๆว่ากงจักรเป็นอย่างไร และดอกบัวเป็นอย่างไร
o เมื่ออ่านหรือฟังธรรมะสักพักหนึ่ง ขอให้สังเกตเถิด แม้จะจำไม่ได้ทั้งหมดว่ารับเนื้อหาธรรมะประการใดเข้าไปบ้าง แต่อย่างน้อยที่สุดความรู้สึกเป็นสุข ความรู้สึกโปร่งเบา ความรู้สึกสว่างจากประกายศรัทธาจะค่อยๆก่อตัวขึ้นทีละน้อยในดวงจิต เสมือนน้ำที่เอ่อขึ้นจนเต็มสระ นั่นแหละตัวอย่างของกุศล นั่นแหละตัวอย่างของดอกบัวที่พร้อมจะบานขึ้นเหนือน้ำ เป็นตรงข้ามกับกงจักรที่ยิ่งหมุนก็ยิ่งผันตัวลงต่ำไปถึงก้นเหวแห่งความหายนะ
o พลังของดินอยู่ในรูปของความแข็ง พลังของน้ำอยู่ในรูปของความเอิบอาบ พลังของไฟอยู่ในรูปของความร้อน พลังของลมอยู่ในรูปของความพัดไหว แต่พลังกรรมจะอยู่ในรูปของ ความจริง ที่เคยมีเหตุเป็นกุศลหรืออกุศล
o ขอเพียงมีเจตนาก่อเหตุการณ์ และมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงตามเจตนา เหตุการณ์นั้นๆจะกลายเป็น 'สัจจะ' ขึ้นมาทันที พลังแห่งสัจจะนั้นเองถืออำนาจดลบันดาลสูงสุด และทำงานทำนองเดียวกับกระจกเงา ใครก่อภาพความสงบสุขแก่ผู้อื่น วันหนึ่งย่อมเห็นภาพสะท้อนเป็นความสงบสุขของตนเอง ใครก่อภาพความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น วันหนึ่งย่อมเห็นภาพสะท้อนเป็นความเดือดร้อนของตนเอง
o ณชะเลเพิ่งสอนเขาผ่านความเป็นตัวหล่อนเอง นั่นคือผู้ให้ย่อมเป็นสุข และผู้ให้ย่อมไม่เป็นผู้ขาด
o มีคำอธิบายประกอบทฤษฎีไหมว่าทำไมสติถึงเป็นหัวหน้าใหญ่สุดของการเป็นคนเจ้าเสน่ห์?
มีซี พฤหัสสวนคำตอบแบบคนรู้ถ้วนถี่ไม่ตีบตันอั้นตู้ ใครๆมักเจาะลึกรายละเอียด สังเกตสังกาว่าคนเสน่ห์แรงต้องมีคุณสมบัติกี่ข้อ แต่กูมองไปอีกแบบหนึ่ง คือสังเกตว่าคนทั่วไปที่อยู่รอบๆตัวเรา ที่เสน่ห์น้อย หรือขาดเสน่ห์อย่างรุนแรงน่ะ มีคุณสมบัติสำคัญแตกต่างจากคนเสน่ห์แรงอย่างไร คำตอบนั้นง่ายมาก คนเกือบทั้งโลกขาดสติ และปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความเลื่อนลอย ความฟุ้งซ่านห่อเหี่ยว ขณะที่พวกพวกเจ้าเสน่ห์จะสติแรง มีความเป็นตัวของตัวเองเกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะขณะที่กำลังอยู่กับคนอื่น
สติยังเป็นที่มาของความเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเองเป็นที่มาของความแตกต่าง ความแตกต่างเป็นที่มาของความโดดเด่น ความโดดเด่นทำให้กล้าคิดกล้าพูดด้วยความเชื่อมั่นตามแบบฉบับของตัวเอง คนส่วนใหญ่ติดนิสัยเอาตามอย่าง เลยตกอยู่ในสภาพโหล ไม่น่าสนใจ แม้พยายามพูดจาหรือแสดงกิริยาท่าทีให้น่าสนใจก็ต้องคิดเลียนแบบดาราคนโปรดเสียก่อน ซึ่งดูแล้วขัดแย้ง เหมือนกำลังทำอะไรเว่อร์ๆ ไม่ใช่ตัวจริง
o มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่มีเหตุผล เพราะเหตุผลทำให้มนุษย์คิดในทางประเสริฐได้มากกว่าสัตว์โลกทุกชนิด แต่หลายครั้งเหตุผลก็ทำให้มนุษย์เลวทรามได้โดยปราศจากความสำนึกผิด เพราะฉลาดอธิบายไปต่างๆ นานาว่าที่ก่อเรื่องอย่างนั้นอย่างนี้ มีเหตุผลอันควรอย่างไร
o ถ้าคุณคิดว่าตัวเองฉลาด บอกได้ไหมว่าฉลาดไปเพื่ออะไร? หากเป็นไปเพื่อทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น อันจะสะท้อนกลับมาเป็นความเดือดร้อนต่อตัวคุณเองทั้งชาตินี้และชาติหน้า เช่นนี้อาจแปลว่ามันสมองของคุณฉลาดเฉลียว แต่จิตวิญญาณของคุณโง่งม อาจโง่กว่าหลายคนที่คุณไปดูถูกเขาเสียด้วยซ้ำ
o สรุปให้ง่ายที่สุด คุณจะฉลาดกี่เรื่องก็ตาม ถ้าโง่เรื่องกรรมเรื่องเดียว ก็แปลว่าคุณเอาตัวรอดไม่ได้ และเมื่อคุณเอาตัวรอดไม่ได้ ก็แปลว่าคุณเป็นคนโง่ได้มากที่สุดคนหนึ่ง!
o แปลว่าถ้าภพภูมิมีจริง การเป็นมนุษย์ดีที่สุดหรือ?
ดีที่สุดในมุมมองแต่ละคนไม่เหมือนกัน เอาเป็นว่าตามที่ทรายรู้จากหนังสือ คือเป็นมนุษย์นี่เลือกทำอะไรได้ยิ่งกว่าภพภูมิไหนๆ ทั้งหมด อยากเสวยสุขสนุกพิสดารหลากหลายไม่ซ้ำซากจำเจก็ต้องที่นี่ อยากเปลี่ยนนิสัยที่สั่งสมข้ามภพข้ามชาติมานานก็ต้องที่นี่ อยากช่วยคนเอาบุญหวังสวรรค์ก็ต้องที่นี่ อยากสั่งสมเสบียงเตรียมเดินทางไกลไปในท่ามกลางอันตรายของการเวียนว่ายตายเกิ ดก็ต้องที่นี่ หรือกระทั่งอยากถึงความสิ้นสุดทุกข์ก็ต้องที่นี่
o โบราณว่าเนื้อคู่อยู่ที่วัด เป็นความเชื่อแบบไทย สำหรับไทยเราแต่ไหนแต่ไรมา วัดคือศูนย์รวมอะไรดีๆในชีวิตของชาวบ้านทุกอย่าง อยากทำบุญให้จิตใจสบายก็ไปวัด อยากฟังเทศน์ให้ผ่องแผ้วก็ไปวัด อยากเจอหนุ่มสาวอัธยาศัยดีมีใจเป็นบุญก็ไปวัด โดยเฉพาะเชื่อกันว่าถ้าชาติก่อนทำบุญมาด้วยกัน บุญจะชักนำให้มาเจอกันในงานบุญอีก
o พระพุทธเจ้าตรัสว่ากรรมที่ทำบนพื้นฐานของความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง อย่างใดอย่างหนึ่งน่ะค่ะ ส่งให้ได้เป็นมนุษย์
กรรมที่ทำด้วยความไม่โลภก็คือสละออก หรือให้ทาน กรรมที่ทำด้วยความไม่โกรธก็คือใจดีมีเมตตา หรืออภัยได้ กรรมที่ทำด้วยความไม่หลงก็คือการไม่เห็นผิดเป็นชอบ หรือไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว โดยย่อคือมีใจประเภทที่รักบุญรักกุศล ละอายต่อบาปผิดทั้งปวง
o กรรมคืออะไรอย่างหนึ่งที่ปราศจากรูปร่างหน้ าตา ปราศจากความรู้สึกนึกคิด ปราศจากเจตจำนง ไม่มีแม้กลุ่มพลังให้สัมผัสได้อย่างเปลวแดดหรือควันไฟ มีแต่ ความจริง ให้รับรู้ว่ามันเป็นเงาตามทุกคนและคอยทำหน้าที่บันดาลเหตุการณ์ดีร้ายอย่างป ราศจากอคติอยู่เท่านั้น ถ้าอยากให้กรรมออกจากที่ซ่อนและแสดงตัวเป็นรูปธ รรมทันใจ ก็ให้เลือกเอากุศลกรรมเด่นๆที่ทำประจำมาเป็นตัวตั้ง จากนั้นจงเอ่ยปากแบบเสียงดังฟังชัด อธิษฐานว่าหากกรรมวิบากมีจริง ก็โปรดบันดาลเรื่องดีสมกับกรรมดีที่ทำ เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ เพื่อเป็นกำลังใจ เพื่อให้มีมานะในการบำเพ็ญบุญกุศลยิ่งๆขึ้นไปด้วยเถิด
พลังแห่งความจริงนั้นน่าพิศวงเหนือพลังอื่นใด เมื่อใดอ้างถึงความจริง ทุกคนย่อมสามารถสัมผัสรู้สึกได้ถึงพลังที่มีอยู่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกุศลผลบุญอันหนักแน่นที่สั่งสมมานาน
o การทำผิดเป็นเรื่องของทุกคน แต่การสำนึกผิดเป็นเรื่องของบางคนที่จะได้ดีกว่าเคย
o การมีสิทธิ์อยู่จริงๆ กับความเข้าใจผิดว่ามีสิทธิ์นี่แหละ ที่เป็นต้นตอความยุ่งเหยิงเกี่ยวกับศีลธรรม คนส่วนใหญ่มักตู่ว่าตัวเองมีสิทธิ์ ทั้งที่จริงไม่มี
o คนเราจะเคยผิดเคยพลาดขนาดไหน ขอเพียงมีความสามารถที่จะสำนึกเสียอย่างเดียว ก็แปลว่ายังไม่ใช่คนชั่วช้าโดยกมลสันดาน ยังมีความเป็นมนุษย์ ยังมีความเป็นปุถุชนที่มีสิทธิ์เรียนรู้จากความผิดพลาดได้ กลับตัวกลับใจทำประโยชน์ให้ใครต่อใครใหม่ได้
o คนเราจะเริ่มอยู่เหนือดวงชะตาก็เมื่อมีใจคิดสละสิ่งที่หวงไว้แบบผิดๆ ทิ้งไป ถ้าไม่ฝึกมีใจคิดสละ จิตจะหวงแม้กระทั่งสิ่งที่เห็นๆ อยู่ว่าเป็นต้นเหตุทุกข์ก้อนใหญ่ แต่ละวันเราเจอเหยื่อล่อที่กรรมเก่าส่งมายั่วกิเลสทั้งนั้น ถ้าตะครุบหมดก็เท่ากับเก็บทุกข์มาหวงไว้ในอ้อมกอดทั้งหมด แต่ถ้าสละบ้าง ทิ้งๆ มันบ้างด้วยปัญญาเพ่งเล็งเห็นโทษ ก็จะเหมือนทวนกระแสกรรมเก่าไปหาทิศทางใหม่ที่ดีขึ้น ทีละครั้ง ทีละหน
o คนเราอยู่เหนือชะตากรรมได้ด้วยจาคะ ด้วยศีล แล้วก็ด้วยการภาวนา พอมีแก่ใจสละสมบัติหยาบๆ ได้ก็จะเริ่มมีกำลังรักษาศีล พอรักษาศีลได้ก็จะเริ่มมีกำลังปฏิบัติธรรมภาวนา ถึงตอนนั้นโหราศาสตร์จะเริ่มทำนายเราพลาด คลาดเคลื่อน หรือกระทั่งเพี้ยนไปเป็นคนละเรื่อง เพราะกรรมใหม่มาโยกเกณฑ์เดิมไปเสียหมด
o ประคับประคองกันและกันไม่ให้ตกต่ำ หรือกระทั่งทำตัวเป็นเหตุปัจจัยให้กันและกันไปดี นี่แหละการอยู่ร่วมกันที่ประเสริฐสุด
o ฟังเหมือนอิทธิบาท ๔ เป็นหนทางของการได้ฤทธิ์เดชหรือเปล่า?
"ใช่เลย! ณชะเลเป็นคนตอบ พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ชัดเจน ว่าอิทธิบาทคือแนววิธีเพื่อกระทำตนให้เป็นผู้มีฤทธิ์เฉพาะทาง ใครมีอิทธิบาทครบ ๔ ข้อเต็มขั้น จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ก็ได้ชื่อว่าถึงซึ่งความมีฤทธิ์ในทางนั้นๆ
ชักอยากเป็นพ่อมดขึ้นมามั่งแล้วซี" พฤหัสเปรยแบบเรียกร้องความสนใจ จำได้ว่าเคยเรียนแต่ลืมแล้ว สี่ข้อของอิทธิบาทมีอะไรมั่งเหรอครับทราย?
ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา"
ฉันทะแปลว่าพอใจ วิริยะแปลว่าความเพียร จิตตะแปลว่าฝักใฝ่ วิมังสาแปลว่าใคร่ครวญ จำง่ายๆ ว่ามีใจรัก รู้จักพากเพียร เวียนใฝ่ใจ ใคร่ครวญเสมอ"
เหมือนที่ฤกษ์บอกว่าชอบอะไรก็ทุ่มสุดตัวไง" ละอองฝนช่วยขยายความ พอเกิดแรงบันดาลใจ ติดใจอะไร ตรงนั้นคือเกิดฉันทะ พอมีกำลัง อยู่กับสิ่งนั้นได้ทั้งวันทั้งคืน ตรงนั้นคือวิริยะ พอเอาแต่คิดๆ ๆ ถึงแต่เรื่องที่สนใจไม่เลิก ตรงนั้นคือจิตตะ พอค้นคว้าแสวงหาทางเอาสิ่งที่ต้องการมาให้ได้ มีการประเมินผล มีการคิดใหม่เมื่อของเก่าล้มเหลว หรือหาทางลัดเข้าถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ตรงนั้นคือวิมังสา"
o ระบายลมหายใจยาว อโหสิให้กับการหัวเราะเยาะของแม่ แล้วบังเกิดวูบแห่งความโปร่งโล่งจากการไม่ผูกใจเจ็บ และนั่นก็ทำให้สำเหนียกรู้เป็นครั้งแรกว่าเมื่อใช้กรรมโดยไม่ผูกใจ ไม่ติดใจ ก็ไม่มีพันธะใดๆเชื่อมโยงให้อยู่ในวงจรเดิมๆอีก สะท้อนชัดด้วยความว่างเบาหัวอกชั่วขณะแห่งการอโหสินี่เอง
คิดถึงณชะเล หล่อนเป็นความงดงามทางใจ แค่นึกเดาว่าหล่อนจะมีปฏิกิริยาเช่นไรหากประสบกับความเคราะห์ร้ายแบบเขา เจอแม่หัวเราะเยาะเหมือนอย่างเขา จิตใจจองฤกษ์ก็สงบรำงับลงเสียได้ แน่นอนว่าณชะเลคงไม่ถือโกรธ ไม่ผูกใจเจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแม่บังเกิดเกล้า
ค่อยๆเรียนรู้ว่าการระลึกถึงคนดีทำให้มีกำลังใจอย่างนี้ คนดีไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะกับตัวเอง แต่ยังมีคุณกว้างออกไป เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นเครื่องระลึกได้ว่าโลกนี้ยังมีต้นแบบดีๆที่น่าเอาอย่างอยู่บ้าง
o แต่ขณะเพ่งตาตามรถตู้ด้วยกระแสความโกรธ จู่ๆ ก็ระลึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เขาอยู่ดีๆ ยังไม่โง่ แม้ตอนโดนเด็กด่าเป็นวัวเป็นควายก็ยังไม่โง่ ตรงข้ามกำลังคิดเรื่องฉลาดๆ อยู่ด้วยซ้ำ แต่พอเก็บคำว่า ควาย' มาคิดและเป็นทุกข์ทางใจไม่เลิก ทั้งที่คำนั้นแปรเป็นอากาศธาตุไปแล้ว สาบสูญไปแล้ว จับต้องไม่ได้อีกแล้ว นั่นแหละเขาถึงเริ่มเป็นไอ้หน้าโง่ขึ้นมาจริงๆ พูดง่ายๆ เริ่มเป็นควายจริงตอนรับคำนั้นมาเก็บในหัวนี่เอง!
o ขั้นต้นของการหยั่งรู้เหตุผลและกลไกกรรมวิบากได้อย่างถูกต้องนั้น ไม่ใช่ด้วยการทำสมาธิ แต่ด้วยการมีพื้นฐานความเห็นที่ชัดเจน ว่าราคะ โทสะ โมหะนั้น เป็นมูลรากของอกุศลเจตนาทั้งปวง และในทางตรงข้าม ความไม่มีราคะ ความไม่มีโทสะ ความไม่มีโมหะ ก็เป็นรากของกุศลเจตนาทั้งปวงด้วย เมื่อรู้ตามจริงอย่างนี้ การศึกษาเรื่องกรรมวิบากจะไม่หลงทางเลย
o สรุปคือกรรมที่ประเสริฐสุดตามมุมมองของพุทธศาสนา คือการตั้งใจปลดปล่อยจิตจากบาปอกุศลและอุปาทานครอบงำทั้งปวง
o อย่าเรียกว่า คู่แท้' เลย เรียกว่า คู่เหมาะ' หรือคนที่ดี คู่ควร' กับเราดีกว่า หลักการที่พี่สาวของเค้กบอกไว้ ถ้าจะเข้าใจง่ายๆ คือ... เรายกระดับตัวเองสูงขึ้นแค่ไหน โอกาสจะไปเจอคนในระดับนั้นก็มีสูงขึ้น
o รสรินเคยบอกว่าถ้าหานิยามของชีวิตตัวเองเจอ เอาแค่คำจำกัดความสั้นๆ ที่เด่นชัดที่สุด นั่นแหละรูปแบบวิบากกรรมหลักที่ต้องก้มหน้ารับ แต่ระหว่างเสวยวิบากนั้นเอง ศักยภาพของมนุษย์จะเปิดโอกาสให้ตัดสินใจเลือกเดินบนเส้นทางที่ดีขึ้นหรือเลว ลง
o การเป็นคนใหม่อย่างแท้จริงคือการหลุดจากเส้นทางกรรมเก่า เลือกขึ้นเดินบนเส้นทางแห่งกรรมใหม่ที่ต่างไป ทุกครั้งที่เราให้อภัยจากใจ จะเป็นทุกครั้งที่ความผูกอยู่กับภพเดิมเคลื่อนไปเสมอ ความเบาโล่งในหัวอกและมุมมองที่แตกต่างคือเครื่องยืนยันชั้นแรก เหตุร้ายที่เข้ามากระทบตัวเบาลงคือเครื่องยืนยันชั้นต่อมา เรื่องดีๆ ที่มีแต่ผลเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะคือเครื่องยืนยันชั้นสุดท้าย
o เกิดเป็นมนุษย์ได้ก็ด้วยบุญพอนั่นแหละ ถึงหนูเค้กจะรู้สึกเหมือนเป็นคนบาปเพราะเจอแต่เรื่องร้ายๆก็ตาม สัตว์ที่มาเข้าท้องมนุษย์เนี่ย ต้องมีคุณภาพจิตที่เหนือกว่าสัตว์ในอบายภูมิทั้งหลาย นับตั้งแต่ความสำนึกผิดชอบชั่วดี ความสามารถเรียนรู้ ความสามารถคิดอ่านอย่างมีเหตุผล ความสามารถเปลี่ยนเส้นทางกรรมให้เป็นอื่น ตลอดจนกระทั่งความสามารถกำหนดสติให้รู้เห็นตามจริง เพื่อเป็นอิสระจากอุปาทานทั้งปวงได้
o อย่างนี้เป็นเครื่องแสดงอนัตตาใช่ไหมคะ? คือตกลงในระยะยาว เราไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง เพราะแม้แต่จิตวิญญาณก็ถูกบันดาลขึ้นด้วยกรรมเก่า ไม่ซ้ำแบบไปเรื่อย เหมือนไฟเล็กไฟใหญ่ที่จุดขึ้นจากเชื้อต่างชนิดกัน ตั้งอยู่บนเทียนคนละขนาดกัน เราจะบอกว่าเปลวไฟนั้นเป็นดวงเดิมไม่ได้"
ถูกต้อง! แค่วันนี้วันเดียวก็มีจิตเกิดดับมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว ความเกิดดับไม่ซ้ำตัวเดิมนั่นแหละที่เรียก อนัตตา' ตลอดมาได้มีอนัตตาจำนวนอนันต์ เกิดดับทับถมอยู่ในห้วงจักรวาลแห่งความว่างเปล่านี้ เพียงเพื่อสักแต่ก่อให้เกิดอุปาทานเป็นขณะๆอย่างไร้แก่นสารเท่านั้น"
"ทำกรรมใหม่ไปเรื่อยๆ เพื่อเสวยทุกข์ในรูปแบบใหม่ไปเรื่อยๆ"
o การเป็นผู้ชนะกิเลสในทางใดทางหนึ่งได้ตลอดชีวิต คงเส้นคงวาไม่หวั่นไหวแม้ถูกทดสอบหนักหนาเพียงใด นั่นแหละจะกลายเป็นนิสัยติดตัวข้ามภพข้ามชาติในระยะยาวได้ อย่างเช่นถ้าเป็นชายที่มีดีพร้อม แล้วเจอผู้หญิงมาเสนอตัวมากมาย แต่ก็ปฏิเสธด้วยความปรารถนาในรักเดียวใจเดียวตลอดชีวิต ก็จะเกิดนิสัยอันเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา เกิดอีกกี่ชาติก็มักซ้ำรอยเดิม คือไม่เป็นคนเจ้าชู้หลายใจไปเรื่อยๆ
เข้าใจแล้วค่ะ" แล้วหล่อนก็ปรายตามาทางคนข้างเคียงแวบหนึ่ง เ ผอิญทรายเพิ่งได้ดูน้าเค้กเป็นตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่าการให้อภัยอย่างไม่มีประมาณทำกันอย่างไร ยิ่งผ่านแบบทดสอบหลาย ระลอก อภัยทานก็ยิ่งสว่างและกระจ่างชัดขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้หน้าตาน้าเค้กกลายเป็นสัญลักษณ์แทนอภัยทานได้เลยสำหรับทราย"
อุปการะพยักหน้า
"เ รื่องใหญ่ที่สุดยังอภัยได้ ชีวิตที่เหลือก็ไม่มีเรื่องไหนทำให้หนูเค้กผูกจิตอาฆาตพยาบาทได้อีก นิสัยรักการสละพยาบาทจะติดตัวข้ามชาติต่อไป ไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะการจองเวรมากเท่าคนอื่น"
o ไม่มีวิธีเดินทางไกลแบบปลอดจากภัยเวรได้เลยหรือคะ?
"นี่คือสัจจะประจำสังสารวัฏที่หนูต้องจดจำให้ขึ้นใจเลยนะ ความเที่ยงไม่มี ความทนอยู่ได้ไม่มี และตัวตนอย่างใดอย่างหนึ่งตามปรารถนาก็ไม่มี หนูสร้างปัจจัยบวกได้มากไม่จำกัด แต่วิบากก็จะส่งเหยื่อล่อมาทำลายตบะแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเงาตามตัว เพราะอย่างนี้พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าถ้าคิดจะเดินทางท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ เรื่อยๆ ล่ะก็ การพ้นนรกย่อมไม่ใช่วิสัย
o ความยินดีก่อให้เกิดมโนกรรม ถึงไม่ตั้งใจหลอกเขา ก็มีความรู้สึกตล้ายหลอกสำเร็จได้ อันนั้นแหละที่เรียก กตัตตากรรม' หรือกรรมเล็กน้อยที่สำเร็จผล ทั้งที่ไม่ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นไว้ก่อน กรณีของหนูแม้เป็นเวรเพียงเล็กน้อย ก็อาจพอกพูนเป็นก้อนใหญ่ขึ้นต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหนูไม่รู้ตัว"
o จิตคนยุคนี้ มีคติที่ไปเป็นเปรตหรือเดรัจฉานโดยมาก เพราะถ้าให้ลองสำรวจดู จะพบว่าสิ่งที่ใจคนเกาะเกี่ยวเป็นปกตินั้น คือเครื่องเศร้าหมองเกือบล้วนๆ นั่นก็ก่อให้เกิดราคะ นี่ก็ก่อให้เกิดโทสะ สรุปแล้วจิตเต็มไปด้วยหมอกมัวของโมหะห่อหุ้มอยู่เกือบตลอดเวลา ตอนตายเลยตายแบบมืดๆ ลงอบายกันไม่รู้เนื้อรู้ตัวกัน
o แล้วสำหรับหนูล่ะคะ ทำอย่างไรถึงจะรื้อโครงสร้างกรรมเก่าที่เคยเข้าใจผิด ถือศีลโดยเอาราคะนำ?
"ชาตินี้ นาทีนี้ หนูมีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นถือได้ว่าไม่มีชาติไหนจะเหมาะกับการเปลี่ยนแปลงเส้นทางของตัวเอง เท่าชาตินี้อีก หนูแค่ตั้งใจถือศีลอุโบสถใหม่บนพื้ นฐานของความเข้าใจที่ถูกต้อง นั่นคือเพื่อความมีกายใจสงบ ไม่กวัดแกว่งซัดส่าย สะอาดพร้อมพอจะรองรับธรรมะขั้นสูงขึ้น"
o "ศีลอุโบสถนี่คืออะไร แล้วต้องรักษากันอย่างไรหรือคะ?
"จำไว้ง่ายๆ ว่าเป็นวันที่เราตั้งใจรักษากายใจให้สะอาด ด้วยการกำหนดว่าจะถือศีล ๘ คือหนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ สองไม่ลักทรัพย์ สามไม่ร่วมประเวณี สี่ไม่โกหก ห้าไม่เสพเครื่องมึนเมาทำลายสติ หกไม่กินข้าวหลังเที่ยง เจ็ดไม่เสพเครื่องบันเทิงหรือของหอมยวนใจใดๆ ที่ยั่วให้เกิดกิเลส และแปดไม่นอนฟูกนุ่มสบายอันมีส่วนให้เกียจคร้าน ระหว่างวันควรขวนขวายทำบุญ ฟังธรรม หรือสวดมนต์นั่งสมาธิประกอบไปด้วย ถึงจะเห็นผลว่าการถือศีล ๘ มีความหมายอย่างที่สุดได้แค่ไหน"
"แล้ว ต้องถือตลอดไปเลยหรือเปล่าคะ?
อเวราถามแบบชักรู้สึกแหยงๆ เพราะประมาณตนแล้วคงไม่แก่กล้าขนาดนั้น
"ไม่ต้องทุกวันหรอก ชาติก่อนหนูก็ถือปฏิบัติแค่เดือนละ ๔ วัน คือสำหรับผู้ยังมีกำลังอ่อน ท่านกำหนดวันที่ดวงจันทร์ปรากฏให้เห็นเป็นเครื่องหมายดูง่าย คือวันพระจันทร์เต็มดวง วันพระจันทร์ดับ วันพระจันทร์ครึ่งดวง ขึ้น ๘ ค่ำ และวันพระจันทร์ครึ่งดวง แรม ๘ ค่ำ พูดง่ายๆ ว่าถือศีล ๘ ทุกวันพระก็พอ"
อานิสงส์ของศีล ๘ จะทำให้หนูค่อยๆ เขยิบเลื่อนระดับความพอใจขึ้นไปอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วร่างกายจะต้องการอะไรๆ น้อยลงเอง อ้อ! ถือศีล ๘ ทุกวันพระแล้ววันปกติก็ต้องถือศีล ๕ นะ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยตามอำเภอใจอย่างไรก็ได้
o พ่อหมอคะ พอโดนวิบากเก่าเล่นงานหนักๆ นี่ ลำพังถ้าเรารักษาใจให้บริสุทธิ์อยู่ในกรอบของศีล ๕ อย่างนี้จะมีการลัดคิว เอาผลกรรมดีใหม่ๆ มาให้ผลก่อนได้หรือยังคะ?
o "ก็ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างนะ บางคนรักษาศีล ๕ ได้ดีจริง คือไม่โต้ตอบทางกายและทางวาจากับผู้มาทำร้าย แต่ทางใจยังผูกเจ็บ ยังคร่ำครวญพิลาปรำพัน หรือยังทุรนทุรายสงสารตัวเองอยู่ อย่างนี้คิวการให้ผลกรรมก็ไม่ขยับสับเปลี่ยนได้สักเท่าไหร่ เพราะใจยังตกที่นั่งทุกข์ร้อนเหมือนเดิม ใจที่ยังเหลือรากปักหลักอยู่ในภพแห่งความลำบากนั้น ยากจะเคลื่อนไปสู่ภพที่สบายขึ้น ต่อเมื่อรับสถานการณ์อย่างมีสติ แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าตามกำลังปัญญา ไม่อิดออดโอดครวญหรือโทษฟ้าดิน อย่างนี้จะทำให้สงสารตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ หวั่นไหวน้อยลงเรื่อยๆ แล้วที่สุดก็จะยิ่งมีแก่ใจบำเพ็ญทานบารมีกับศีลบารมีด้วยความผ่องแผ้วมากขึ้ นเรื่อยๆ นั่นแหละธรรมชาติความผ่องใสของจิตถึงจะเริ่มมีอิทธิพล เกิดการจัดสลับคิววิบากใหม่ในทางดีขึ้น ตรงนั้นถ้าหมอดูอาศัยดวงดาวเป็นเกณฑ์อย่างเดียว ก็จะเริ่มทายผิดแล้ว"
o คนที่จะแก้กรรมได้ถูกต้องตรงจุด ไม่จำเป็นต้องมาพบผมเสียก่อน ไม่จำเป็นต้องรู้เห็นเสียก่อนว่าชาติก่อนเคยทำอะไรมาบ้าง แค่ทราบหลักการที่ถูกตามหลักทานและศีล ก็เป็นการเพียงพอที่จะก่อกรรมใหม่ดีๆ เพื่อเอาตัวรอดจากบ่วงกรรมเก่าร้ายๆ ได้แล้ว
o แต่...ทรายไม่ไว้ใจตัวเองว่าจะคิดดีได้กี่น้ำ โดยเฉพาะชาติหน้าชาติโน้นที่มองไม่เห็น เดาไม่ถูก ทำนายไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าก่อเชื้อให้เกิดตัวตนอื่นขึ้นอีกเลย เอาแค่ชาตินี้พอแล้ว การตั้งอธิษฐานว่าจะต้องเจอกันไปเรื่อยๆ ทุกชาติจะกลายเป็นนิสัยและความฝังใจ เป็นมโนกรรมที่พาเราเที่ยวไกล สุ่มเสี่ยงเข้าสงครามบุญบาปในจิตไม่รู้จบรู้สิ้น"
o ถึงตอนนี้เราได้คิด ได้พูด และได้ทำอะไรดีๆ ด้วยกันมามาก ความรักจะอยู่ที่นี่ และถ้าต้องเกิดใหม่ก็จะอยู่ที่โน่นด้วย โดยไม่จำเป็นต้องอธิษฐาน ไม่ต้องวอนขอ ไม่ต้องเรียกร้องกับใครที่ไหน"
o เครื่องพยากรณ์กรรมจะมีหรือไม่มี กรรมวิบากก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไป หน้าที่ของแต่ละคนคือทำความรู้จักกฎแห่งกรรมวิบาก และช่วยเหลือให้คนอื่นรู้ตามเท่าที่กำลังจะเอื้อ เพื่อสาระคือการได้คิดและได้ทำประโยชน์สูงสุดให้ตนเองและผู้อื่น แค่นั้นน่าพอใจเกินกรรมใดเปรียบแล้ว"