o       ไม่มีเรื่องสำคัญในชีวิตเราเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ พระพุทธองค์ตรัสว่าความรักนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ  ประการ ประการแรกคือเพราะอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ ประการที่สองคือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน เหมือนดอกบัวที่เกิดเพราะอาศัยเหตุ  ประการคือน้ำและเปือกตม ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้" 

 

o       พระพุทธองค์ตรัสข้ออื่นๆ จนครบ ว่าถ้าสามีภรรยาคู่ใดหวังจะอยู่ร่วมกันในปัจจุบันและพบกันในสัมปรายภพ ทั้งคู่พึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน" 

 

o       "ศรัทธามีหลายแบบ แต่แบบที่จะทำให้อยู่ในเส้นทางผาสุก คือเชื่อในกรรม เชื่อในผลกรรม เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ความเชื่อเกี่ยวกับกรรมเหล่านี้จะทำให้เกิดความละอายต่อบาป คุมให้เราอยู่ในลู่ทางประพฤติชอบด้วยความเต็มใจ"

 

o       ศรัทธาที่สำคัญยิ่งอีกข้อหนึ่งคือเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าหากมีศรัทธาในข้อนี้ข้อเดียว ก็แปลว่าการยอมรับธรรมะดีๆ มีเหตุผลจะตามมาอีกจนครบ เหมือนมีครูดีที่สุด ก็จะรับวิชาถูกตรงที่สุดด้วย

 

o       "จาคะกับทานเหมือนกันไหมคะ?" 
  "โดยนัยหนึ่งก็คือ 'การแบ่งปันให้เหมือนกัน แต่สำหรับจาคะจะมุ่งที่ใจสละเพื่อความบริสุทธิ์เพราะเป็นการเอากิเลสออกจากกมลสันดาน ส่วนทานนั้นมุ่งที่ใจเผื่อแผ่ ถึงซอยแบ่งได้เป็นสองอย่างหลักๆ คืออามิสทานกับธรรมทาน การให้อะไรเช่นธรรมทานไม่ใช่ด้วยจิตคิดสละ แต่เป็นจิตคิดสงเคราะห์ให้คนอื่นรู้ดีรู้ชอบตามเหตุตามผลมากกว่า

 

o       "ท่านว่าถ้าปรารถนาผลของทานเป็นอสงไขยไพบูลย์ดุจเดียวกับความประมาณไม่ได้แห่งมหาสมุทร ก็ควรมีความประเสริฐทั้งฝ่ายผู้ให้และฝ่ายผู้รับ เกณฑ์บอกความประเสริฐของผู้ให้นั้น คือก่อนให้ทานเป็นผู้ดีใจ ขณะกำลังให้ทานอยู่เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส และหลังให้ทานเสร็จแล้วเป็นผู้มีความปลาบปลื้มใจ

 

o       “หลายเรื่องในโลกแก้ไขจากข้างนอกไม่ได้ แต่ปรับปรุงดัดแปลงที่ภายในเราเองได้ คนอื่นนั้นต่อให้ตัดแขนตัดขาหั่นร่างกายเราออกเป็นชิ้นๆ เราจำเป็นต้องทุกข์แค่ที่กายเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีทุกข์ทางใจเลย โดยมากจะอยู่ในรูปที่คนอื่นทำร้ายเราด้วยปากหรือมือไม้สิบนาที แต่เรามาทำร้ายตัวเองด้วยความคิดเสียสิบชั่วโมง”

 

o       “เมื่อใดที่คนเราตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส เมื่อนั้นสติปัญญาและความรู้ความสามารถทั้งหลายก็ไร้ค่า เพราะความคิดอ่านทั้งหมดจะถูกนำมาใช้สนับสนุนความหลงผิดหน้ามืด ตามัว ฉะนั้นถ้าตั้งใจให้สัตย์ปฏิญาณกับตนเองอย่างแข็งแรงไว้ล่วงหน้า คือเป็นตายอย่างไรจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์สะอาด ก็เป็นความอุ่นใจว่าเราไม่มีวันสร้างเหตุแห่งความเดือดร้อนแก่ตนเองในภายหลัง”

 

o       ในโลกความเป็นจริง มนุษย์ประสบเคราะห์กรรมที่พอทนสู้ไหวมากกว่าเคราะห์กรรมประเภทหมดสิทธิ์รับมืออย่างสิ้นเชิง แต่เรื่องของเรื่องคือคนเรามักปล่อยเลยตามเลย ไม่ทำอะไรสักแอะแม้กระทั่งฝืนใจสู้กับตัวเอง หรือพอเชื่อเรื่องกรรมก็เชื่อแค่อิทธิพลของพลังลึกลับจากชาติปางก่อน แล้วแทบเลิกศรัทธาพลังที่เปิดเผยให้หวังได้ในชาตินี้

 

o       กรรมเก่าอาจทำหน้าที่สร้างฉากละครตอนแรก แต่กรรมใหม่ก็สามารถเป็นตัวกำหนดว่าจะให้เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงตอนจบได้อย่างไร

 

o       ถ้าให้สตินำหน้าอารมณ์เสียอย่างเดียว กรรมเก่าทำหน้าที่ได้มากสุดก็แค่ยั่วยวนให้หลงผิด โดยเราไม่จำเป็นต้องถลำตัวเห็นผิดเป็นชอบ เห็นชั่วเป็นดี หรือเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เรื่องเลวร้ายส่วนใหญ่ในชีวิตคนอาจไม่เกิดขึ้น ขอเพียงไม่ตามใจตัวเองเกินขอบเขตทำนองคลองธรรมเท่านั้น

 

o       เรื่องง่ายๆที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือสติเน้นที่ไหน เราก็จะรู้เรื่องนั้นมาก คลื่นจิตของมนุษย์ก็เหมือนธรรมชาติอื่นๆ มันเป็นอยู่ของมันอย่างนั้น เราจะเห็นหรือไม่เห็นก็ขึ้นอยู่กับว่าเอาสติไปจดจ่ออยู่มากน้อยแค่ไหน

 

o       คนเราคบใครก็ต้องมีความเป็นเช่นนั้นในทางใดทางหนึ่ง พยายามซึมซับส่วนดีของเขามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา นี่คือประโยชน์ของการอยู่ใกล้ชิดคนดี คนเป็นบัณฑิต เพราะจะมีส่วนดีมากมายในเขาเป็นแรงบันดาลใจแก่เรา แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกันตลอดไปก็ช่าง

 

o       กรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม ทำกรรมอันใด จิตย่อมปรุงแต่ง จิตย่อมยึดมั่น จิตย่อมมีกรรมนั้นติดตามไปประดุจเงาตามตัว กรรมย่อมก่อสภาวะ หรือภพแห่งความสอดคล้องกับกรรมนั้นๆขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่ง ไม่ปัจจุบันก็อนาคต ไม่อนาคตใกล้ก็อนาคตไกล อย่างไรย่อมย้อนมาหาเจ้าของกรรมแน่นอน

 

o       คนฉลาดในกรรมต้องอย่างนี้แหละ ทำให้บาปเก่าเจือจางลงด้วยการเติมบุญที่เป็นตรงข้ามกับบาปนั้นๆลงไปในจิตมากๆ กระทั่งรสของบาปถูกกลืนหายไป เหมือนเกลือหย่อมน้อยถูกน้ำห้วงใหญ่ทำละลาย แม้ยังมีเกลือก็เหมือนไม่มีแล้ว

 

o       บุคคลที่ดิฉันเคารพนับถือและเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ได้แก่บุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว คือพระพุทธเจ้า ท่านตั้งมุมมองไว้ว่าการเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์ การประสบสิ่งไม่ชอบใจเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากคนรักเป็นทุกข์ เราหมุนเวียนเปลี่ยนรูปแบบการเผชิญทุกข์ไปต่างๆนานาอย่างไร้สาระแก่นสาร… หากโจทย์ของเราเหมือนกับโจทย์ของพระพุทธองค์ คือทำอย่างไรจะพ้นทุกข์อย่างเด็ดขาด ไม่หวนกลับคืนมาสู่วังวนทุกข์อีก ก็อาจเป็นการตั้งคำถามที่ยิ่งใหญ่ และให้ผลสะเทือนอันประเสริฐสูงสุด

 

o       ความรู้จริงเกี่ยวกับเรื่องของตนเองเป็นสาระแก่นสารที่ประเสริฐกว่าอะไรอื่น อุตส่าห์เป็นเจ้าของอัตภาพมนุษย์ที่ทำกรรมโกยกุศลเข้าตัวได้สารพัดชนิดแล้วอย่างนี้ ต้องคำนึงทำไมว่ายากดีมีจน ขี้ริ้วหรือสวยหล่อ เปลือกพวกนั้นวันหนึ่งธรรมชาติจะมาเรียกคืนจากเราทุกคน แล้วถามว่าชั่วอายุขัยของความเป็นมนุษย์นี้ เราได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง สั่งสมอะไรไว้บ้าง เพื่อการเดินทางไกลในครั้งต่อไป…

 

o       ถ้าเอาทุกข์ทางใจมาหารด้วย ราคะ โทสะ โมหะ ก็จะได้เศษทุกข์ให้ต้องหารกันต่อไปเรื่อยๆ แต่พอเปลี่ยนมาหารด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา ก็จะเกิดกระแสสุขไม่รู้จบเช่นเดียวกัน

 

o       กรรมเก่าสร้างทางไว้ให้เดิน อย่างไรก็ต้องเดิน แต่ระหว่างเดินก็มีสิทธิ์ทำอะไรให้ดีขึ้นได้เหมือนกัน…

 

o       กรรมเก่าจากอดีตชาติขุดทางให้เราเดินในชาติปัจจุบัน แต่ถ้ากรรมปัจจุบันมีพลังเหนือกว่าที่ทำไว้ในอดีตชาติอย่างชัดเจน ก็อาจยกระดับให้เดินสูงขึ้นได้ หรือกระทั่งฉีกทางแยกเป็นตั้งฉากเลยก็ยังไหว หนึ่งชีวิตของมนุษย์เรามีศักยภาพได้ขนาดนั้น

 

o       ความอยากหยุดคิด กับความทรมานจากการคิดเหลวแหลกนั่นแหละ ตัวกระตุ้นสำคัญให้ยิ่งคิดมากเข้าไปใหญ่ หนูไม่ต้องไปทำอะไร มันจะเกิดก็ให้มันเกิด พิจารณาดูให้รู้ว่านั่นแค่คลื่นสมองซึ่งผุดกระเพื่อมขึ้นเอง ไม่ใช่เจตนาที่ส่งออกมาจากหัวใจของเราอย่างแท้จริง

 

o       เพราะภพมนุษย์มีธรรมชาติของวัยเด็ก วัยทำงาน และวัยชรามาเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากไม่ให้รู้อะไรเลย เขยิบขึ้นสู่การลองผิดลองถูก กระทั่งพัฒนาไปสู่สภาพตกผลึกของการเชื่อและการรู้สึกนึกคิด หนึ่งชาติของมนุษย์จึงเหมือนภพใหญ่ที่ซอยแบ่งออกเป็นภพย่อยๆได้มากมายเหลือจะนับ

 

o       เมื่อยังมีโจทย์แบบพุทธแท้ไม่ขึ้นใจ ก็ต้องหาโจทย์อื่นมาพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีแก่ใจตั้งโจทย์ข้อสุดท้าย

 

o       เมื่อทำทานครั้งใด ท่านให้หมั่นอธิษฐานว่าขอจิตเราจงสละความยึดมั่นถือมั่นผิดๆได้โดยไม่เสียดาย เช่นเดียวกับที่ไม่เสียดายข้าวของซึ่งทำทานไปนั้น